หรืออีกประการหนึ่ง
สมัย พระอัสสชิ ท่านจะนิพพาน ตอนนั้นท่านก็เป็นโรคกระเพาะอาหารอย่างพวกเรา
ๆ พระโดยมากเป็นโรคกระเพาะอาหาร อาการจุกเสียดมีมากขึ้น
ท่านทนไม่ไหวก็ให้พระอาราธนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาท่านก็บอก
"เวลานี้...ความดีของข้าพระพุทธเจ้า
ถ้าจะเสื่อมเสียแล้ว เพราะมันจุกเสียดจนทนไม่ไหว" พระพุทธเจ้าท่านก็ถามว่า
"เธอระงับกายสังขารไม่ไหวหรือ?"
หมายความว่าให้ใช้
อานาปานุสสติ ถ้าใช้อานาปาทรงเป็นฌานได้ ทุกขเวทนาจะบรรเทา
พรอัสสชิท่านก็บอกว่า"ไม่ไหวพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าท่านก็ถามว่า
"อัสสชิ เธอเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เป็นของเธอหรือ?"
พระอัสสชิก็ตอบว่า
"ไม่ใช่พระพุทธเจ้าข้า"
ในเมื่อเห็นว่าร่างกายไม่เป็นของเรา
ไม่ใช่ของเราอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็บอก
"ความดีของเธอไม่เสื่อม
และความเป็นพระอรหันต์ของเธอก็ไม่เสื่อมไปด้วย" แล้วท่านก็นิพพาน
การตัดกิเลสใกห้ตัดที่ร่างกายตัวเดียว
ฉะนั้นคนที่ป่วยนั้นทุกขเวทนามันหนัก เวลาจะตายจริงจิตอาจจะเบื่อร่างกายก็ได้
ถ้าเบื่อร่างกายอย่างเบาก็เป็น
พระโสดาบัน
ถ้าเบื่อหน่ายสูงมากไปหน่อยเป็น
พระสกิทาคามี
ถ้าเบื่อหน่ายจนกระทั่งจิตสงบระงับกามารมณ์ทั้งหมด
ในเวลานั้นก็เป็น อนาคามี
ถ้าเห็นว่ามนุษยโลกนี้น่าเบื่อ...ไม่ต้องการอย่างนี้ก็เป็น
อรหันต์ ไปนิพพานทันที"
(ท่านนี้ก็มีปัญหาในการเผาศพเช่นกัน)