***จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
ฉบับพิเศษ เล่ม ๗

การเผาศพ


ผู้ถาม หลวงพ่อเจ้าขา...เวลาเราขึ้นไปบนเชิงตะกอนเมื่อเผาศพ บางทีก็เป็นศพเด็ก บางทีก็เป็นศพผู้ใหญ่ บางทีก็เป็นศพที่เราเกลียดชัง และบางที่ก็เป็นพระสงฆ์องค์เจ้า เวลาที่เราวางดอกไม้จันทน์ ฉบับวัดท่าซุง แนะนำว่าอย่างไรเจ้าคะ เห็นบางคนทำปากขมุบขมิบ ๆ ถามว่า...ว่าอะไร ก็บอกไม่รู้
(อีกท่านหนึ่งถามว่า)
ผู้ถาม เดิน ๓ รอบ...เวลาเวียนศพก่อนขึ้นเชิงตะกอน เราจะพูดว่าอย่างไรดีครับ?
หลวงพ่อ ไม่ยาก ๆ ถ้าเป็นคนที่รักกันขอให้ไปที่ชอบ ๆ ที่ไหนดีไปที่นั่น ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบกันละก้อ แช่งตายโหงตกนรกไปเลย แต่ความจริงเอาตามแบบฉบับพระพุทธเจ้านะ ก็ต้องคิดว่าเขากับเราสภาพเดิมมีสภาพเหมือนกัน มีชีวิตพูดได้เดินได้เหมือนกัน แต่เวลานี้เขาตายไปแล้ว เมื่อเขาตายไปแล้วฉันใด เราก็ต้องตายเช่นกัน ฉะนั้นเราจะไม่ประมาท ในชีวิตจะไม่คิดว่าร่างกายนี้มันเป็นของเรา เป็นของเรา ร่างกายเป็นแต่เพียงที่อาศัย เราจะไม่สนใจมัน ตายแล้วจะทิ้งมันไว้ เราจะขอไปนิพพาน ถ้าขืนเกิดอีกก็ลำบากแบบนี้
ผู้ถาม ไม่ต้องคิดว่าคาถาคาเถออะไร...ใช่ไหมครับ?
หลวงพ่อ คาถาว่าได้...แต่คาเถอห้ามว่า "คาถา" คือวาจาที่เรากล่าว อย่างที่เราพูดกันอยู่นี่เขาเรียกว่าคาถานะ อย่างที่พูดกันมานี่ ภาษาบาลีเขาเรียกคาถา
ผู้ถาม "วันเผาศพน้องชาย ดิฉันรับหน้าที่ถือกระถางธูป ตอนเคลื่อนศพไปแล้วก็บอกตามที่หลวงพ่อเคยแนะว่า..."ยาวะ นิพพานัง ปรมัง สุขัง"
ปรากฏว่าได้เห็นภาพน้องชาย พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และน้องชายก็อยู่เป็นพระในที่นั้นด้วย อย่างนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ...?
หลวงพ่อ แสดงว่าจิตของผู้ตายเข้าถึงความเป็นพระก่อนที่จะตาย อาจจะเป็นพระอริยะขั้นใดขั้นหนึ่งก็ได้ เพราะเวลาที่ใกล้จะตายนั้นเป็นของไม่ยาก คือทุกขเวทนามีมาก ถ้าจิตเบื่อร่างกายอย่างเดียวเท่านั้น เป็นพระอริยเจ้าทันที เพราะการเป็นพระอริยเจ้านี่ตัดที่ร่างกายตัวเดียว อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับท่านพาหิยะว่า
"พาหิยะ...เธอจงอย่าสนใจในรูป"

หรืออีกประการหนึ่ง สมัย พระอัสสชิ ท่านจะนิพพาน ตอนนั้นท่านก็เป็นโรคกระเพาะอาหารอย่างพวกเรา ๆ พระโดยมากเป็นโรคกระเพาะอาหาร อาการจุกเสียดมีมากขึ้น ท่านทนไม่ไหวก็ให้พระอาราธนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาท่านก็บอก

"เวลานี้...ความดีของข้าพระพุทธเจ้า ถ้าจะเสื่อมเสียแล้ว เพราะมันจุกเสียดจนทนไม่ไหว" พระพุทธเจ้าท่านก็ถามว่า

"เธอระงับกายสังขารไม่ไหวหรือ?"

หมายความว่าให้ใช้ อานาปานุสสติ ถ้าใช้อานาปาทรงเป็นฌานได้ ทุกขเวทนาจะบรรเทา พรอัสสชิท่านก็บอกว่า"ไม่ไหวพระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าท่านก็ถามว่า "อัสสชิ เธอเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของเธอหรือ?"

พระอัสสชิก็ตอบว่า "ไม่ใช่พระพุทธเจ้าข้า"

ในเมื่อเห็นว่าร่างกายไม่เป็นของเรา ไม่ใช่ของเราอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็บอก

"ความดีของเธอไม่เสื่อม และความเป็นพระอรหันต์ของเธอก็ไม่เสื่อมไปด้วย" แล้วท่านก็นิพพาน

การตัดกิเลสใกห้ตัดที่ร่างกายตัวเดียว ฉะนั้นคนที่ป่วยนั้นทุกขเวทนามันหนัก เวลาจะตายจริงจิตอาจจะเบื่อร่างกายก็ได้

ถ้าเบื่อร่างกายอย่างเบาก็เป็น พระโสดาบัน

ถ้าเบื่อหน่ายสูงมากไปหน่อยเป็น พระสกิทาคามี

ถ้าเบื่อหน่ายจนกระทั่งจิตสงบระงับกามารมณ์ทั้งหมด ในเวลานั้นก็เป็น อนาคามี

ถ้าเห็นว่ามนุษยโลกนี้น่าเบื่อ...ไม่ต้องการอย่างนี้ก็เป็น อรหันต์ ไปนิพพานทันที"

(ท่านนี้ก็มีปัญหาในการเผาศพเช่นกัน)

ผู้ถาม เวลาขึ้นไปเผาศพบนเชิงตะกอน ยกธูปจะวางทำปากขมุบขมิบไม่ทราบเขากล่าวว่าอย่างไร ขอให้หลวงพ่อชี้แจงด้วยเจ้าคะ?
หลวงพ่อ นั่นน่ะ...เขาแช่งคนตาย
ผู้ถาม อ้าว...แล้วกัน ทำปากขมุบขมิบนั่นน่ะเหรอครับ?
หลวงพ่อ ใช่...ตายโหงตายห่ะไปที่ชอบเถอะโว้ย! ฉันก็ไม่รู้เขาว่ายังไง...เห็นปู่ ย่า ตา ยาย เขายกธูป ทำปากขมุบขมิบไอ้เราก็มุบมิบ ๆ บ้าง ฉันเป็นเด็ก ๆ ก็เอาเหมือนกัน แต่เนื้อแท้จริง ๆ เวลาไหว้ศพต้องนึกอย่างที่พระท่านบังสุกุล
"อนิจจา วะตะ สังขารา" สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ คือไม่ต้องทำปากหมุบหมิบ นึกในใจว่าร่างกายนี่มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป จากเด็กเป็นหนุ่มสาว เป็นวัยกลางคน เป็นคนแก่ แล้วในที่สุดมันก็ตายไป ลงท้ายว่า

"เตสัง วูปสโม สุโข" ตามที่ พระอินทร์ ท่านกล่าวตอนที่พระพุทธเจ้านิพพาน ก็มีใจคิดว่า ถ้าเราเข้าไปสงบกายเสียได้มันเป็นสุข ก็หมายถึงว่า ถ้าเราไม่มีร่างกายอย่างนี้ เราจะไม่มีทุกข์อย่างนี้ ไม่ต้องเผาอย่างนี้ คือไปนิพพาน เขาคิดอย่างนี้นะ

และการบังสุกุลนี่เขาให้พระไปบังสุกุลตัวเอง ให้เปรียบเทียบกับศพ แต่พระเอาไปเป็นอาชีพนี่ ไปบังสุกุลที เอ...วันนี้ถวายเท่าไหร่หว่า...ดีไม่ดีบ้านนี้หิ้วกันร่องแร่ง ๆ บอกไม่ว่างไปงานโน้น ติดเสียแล้ว...เห็นจนเหนื่อย นี่ลงนรกนะ

ถ้าถือว่าเขานิมนต์ไป จะต้องถวายเงิน ถ้าจิตคิดอย่างนี้ลงนรกแน่ เพราะเป็นโลภะจิต ถ้าถือว่าเป็นกิจการนิมนต์ก็ไปตามหน้าที่ หน้าที่ไปก็ไปดูศพ อสุภสัญญา เป็น อสุภกรรมฐาน อันนี้ได้บุญแน่ เขาให้ก็ได้บุญ เขาไม่ให้ก็ได้บุญ ถ้าถือเป็นอาชีพก็เสร็จ...เสร็จจริง ๆ ไม่ใช่เบานะ เสร็จหนักด้วย เพราะลืมตัว"

เอาละ...บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย การสนทนาปัญหาธรรม ก็ขอรวบรวมไว้เพียงแค่นี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี