แดนพระนิพพาน : เสวนาธรรมให้เกิดปัญญา

Home กลับหน้าหลัก สมัครสมาชิก แก้ไขข้อมูลสมาชิก ดูสมาชิกทั้งหมด ลืมรหัสผ่าน Admin Login

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม : วิธีคิดแบบรวบรัดเพื่อตัดตรงไปพระนิพพานได้ง่ายที่สุด
“เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระคือร่างการพังแล้ว เราจะไปนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่าวาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชิน จะเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทัน”
คำสอนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม
“ท่านทั้งหลาย การหลบหลีกไม่ต้องไปอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นเป็นของไม่ยาก
๑. ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตายอาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
๒. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้ (ด้วยความจริงใจ)
๓. มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และ
๔. เป็นกรณีพิเศษปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหมในชาติต่อไปทุกท่านเห็นพระนิพพานแล้วตั้งใจไปพระนิพพานโดยเฉพาะเท่านี้ทุกท่านจะหนีอบายภูมิพ้นและไปพระนิพพานได้ในที่สุด”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“จงเตือนตน แล้วทำตนให้พ้นทุกข์ทน ที่ตนมี จงทำดีเท่าที่ตนพึงทำได้ จะช่วยให้สมหทัยที่หมายปอง โลกก็เป็นเช่นนี้แล อย่าไปแย่กับมัน ที่ผันผวน อย่าตรึงตรวนใส่ไว้ที่ใจเรา อย่านั่งเศร้าทุกข์ทน เพราะมันเลย อยู่เฉยๆ แล้วทำใจให้ไร้ขยะ จึงจะผละความวุ่นวายจากใจได้ หนทางในพระนิพพานไม่ห่างไกล อยู่ด้วยใจที่เป็นสุข ว่างทุกข์เอย”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“พระธรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ตถาคตผู้เป็นต้นตำรับก็ยังเคารพสักการะในพระธรรม พระธรรมแม้จักตกอยู่ในมือคนชั่ว ก็ยังเป็นพระธรรม ธรรมที่เที่ยงแท้ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ใครผู้ใดเล่าที่ยังบังอาจบิดเบือนพระธรรมนี้ได้นั้นไม่มี ขอพวกเจ้าจงเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเถิด”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

“รักษาศีลอย่างเดียวยังไม่พอ ถ้าจะให้จิตดีขึ้น-บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จะต้องรักษากรรมบถ ๑๐ ร่วมไปด้วย”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ใครจักกรุณาไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ตัวของเจ้าเอง ต้องหมั่นกรุณาตัวของเจ้าเอง จงรู้เอาไว้เถิดว่า คราวใดที่เจ้ายังอารมณ์จิตให้เร่าร้อนไปด้วย ไฟโมหะ โทสะ ราคะนั้น เจ้าได้สิ้นความกรุณาแก่ตัวเจ้าเอง”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“เมื่อเมตตา กรุณาตนเองแล้ว ทำให้ได้ตามประการนี้ จิตก็จักเป็นสุข สร้างมุทิตา อุเบกขาให้เกิดแก่จิต-แก่ตนเอง เมื่อเกิดแล้วก็จักวางทุกข์-วางสุข ที่เกิดขึ้นมากระทบจิตได้อย่างสมบูรณ์ ธรรมอัพยากฤตเกิดขึ้นได้ก็ที่ตรงนี้”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

“หากรู้จักความสงบและไม่สงบแห่งอายตนะภายในแล้ว เท่ากับรู้เกิด-รู้ดับแห่งกิเลส-ตัณหาอย่างแท้จริง”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“วางใจเถิด ทำจิตให้สบาย มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ มองเห็นวาระกฎของกรรมให้แจ่มแจ้ง จักไม่เก็บทุกข์ เก็บสุขของใคร นำมาไว้ในจิตอีก โลกนี้ทั้งโลกล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของกรรมทั้งสิ้น โลกุตระชนก็ไม่เว้น ถ้าหากยังมีขันธ์ ๕ ให้มันเล่นงานได้ ยกเว้นตัดขันธ์ ๕ ทิ้งขันธ์ ๕ ยังดวงจิต ให้อยู่ยังดินแดนอมตะนิพพานอย่างแท้จริงแล้วนั่นแหละจึงจักหลบเลี่ยงหนีพ้นกฎของกรรมที่มันตามทวง”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“พวกเจ้าใช้ความเพียรในการเกิดมาแล้ว นับกัปไม่ถ้วน เพลานี้ในชาติเดียว เวลาอันเหลืออยู่น้อยนิด จงหมั่นใช้ความเพียรในการดับเถิด นิพพานัง ปรมัง สุขัง รอพวกเจ้าอยู่ในความเพียรนั้นแล้ว”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ก่อนขึ้นมา ถ้าหากมีเรื่องราวใดๆมากระทบจิต ก็ให้กำหนดจิตวางเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้นลงก่อน แล้วกำหนดจิตจับอานาปาแล้วกำหนดจิตจับภาพพระ จักเป็นพระองค์ไหนก็ได้ จักเป็นตถาคตหรือ สมเด็จองค์ปัจจุบันองค์หนึ่งองค์ใดก็ได้ เมื่อเห็นภาพและกราบแล้ว จักต้องการพบท่านผู้ใด อันเป็นเหตุที่จักต้องสนทนาปัญหาให้คลี่คลาย ก็ทำได้โดยฉับพลัน ขออย่างเดียวอย่าพกเอาอารมณ์ของกิเลสขึ้นมาบนพระนิพพาน”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ฟุ้งซ่านนักก็ให้นึกถึงมรณานุสติ ว่า เรากำลังจักตายอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว หากปล่อยจิตให้เศร้าหมอง ว่างจากความดีแล้วไซร้ มรรคผลนิพพานจักไม่ได้อะไรเลย ตกตายตอนนี้มีแต่จักตกเป็นเหยื่อของอบายภูมิ”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“กฎของกรรม หลีกเลี่ยงกันไม่พ้นหรอก แต่พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ก็ไม่ควรจักประมาท เป็นที่รู้อยู่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตถาคตสรุปลงไว้แค่ จงอย่าประมาท เท่านั้น”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“การต่อสู้เพื่อจรรโลงงานประกาศพระศาสนา เป็นการเอากายเข้าเสี่ยง การต่อสู้เพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นการเอาจิตเข้าแลก เพราะฉะนั้น เผลอเมื่อไหร่ ประการแรกกายจักตาย ประการหลัง ถ้าเผลอจิตก็พลาดจากมรรคผลนิพพาน”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“สังขารุเบกขาญาณเป็นธรรมเบื้องสูงของผู้ถึงจุดสุดยอดแห่งมรรคผลนิพพาน ขอให้พวกเจ้าหมั่นซ้อมหมั่นปฏิบัติเข้าไว้ วางอุเบกขาให้ถูกลักษณะของมัชฌิมาปฏิปทา โดยอาศัยศีลเป็นพื้นฐานที่ตั้งของสมาธิและปัญญา ตัวสังขารุเบกขาญาณก็จักเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หมั่นอัตนา โจทยัตตานัง สอบจิต-สอบกาย-สอบวาจาเข้าไว้ว่า คิดเช่นนี้ ทำเช่นนี้ พูดเช่นนี้ มันผิดหรือถูกในหลักธรรมที่ตถาคตได้สั่งสอนมา พิจารณาให้มากๆ ถ้าผิดก็จงอย่าทำเป็นอันขาด ถ้าถูกก็จงรีบทำด้วยความมั่นใจ ขยัน-พากเพียรเข้าไว้ มรรคผลที่ได้จากการกระทำของตนเองนั้น เป็นของแท้ ดีกว่าฟังคนอื่นพูดหรือเล่าว่า เขาทำเช่นนั้นได้ผลเช่นนี้”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ขอให้สนใจในธรรมปฏิบัติให้มากๆ รู้อารมณ์จิตให้จงหนัก รู้ได้ละได้ที่ตนเอง อย่าไปเที่ยวละอารมณ์จิตของผู้อื่น ไม่มีประโยชน์ ให้ละอารมณ์จิตที่มีกิเลสของตนๆ ให้ได้เสียก่อน ใช้พระกรรมฐานบังคับกาย-วาจา-ใจ ให้อยู่ในโอวาทธรรมให้ได้เสียก่อน อย่าเพิ่งไปสอนผู้อื่น สอนตัวเองเข้าไว้แล้ว ยังไม่รู้จักจำ จักเที่ยวไปสอนผู้อื่นให้รู้จักจำได้อย่างไร”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“หมั่นขอขมาพระรัตนตรัยไว้มากๆนะ การที่มีจิตสงสัยในธรรม ก็เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย การปรามาสของพวกเจ้านี้ มิใช่แต่เพียงชาตินี้ ชาติก่อนๆมาก็ปรามาสเช่นกัน จิตจึงมีความดื้อ แสวงหาโลกุตรธรรมได้ยากกว่าคนอื่น มีมานะกิเลสสูง มีความปรารถนาจะตรัสรู้ด้วยตนเองมาก่อน แนวทางกรรมที่ก่อเอาไว้ด้วยตนเอง จึงมาขวางมรรค ขวางผล ที่จักมาต้องการในชาติปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จงหมั่นขึ้นมากราบขอขมาพระรัตนตรัยให้เป็นประจำ”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ถ้าหากขาดเมตตากรุณาตนเอง และจงอย่าปรามาสพระรัตนตรัยแม้แต่มโนกรรม เพราะการทำเช่นนั้น คือการปิดกั้นมรรคผลนิพพานไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“เมื่อมีอารมณ์สงสัยในธรรม หรืออยากจักตำหนิธรรม ก็ให้หมั่นรีบระงับเสียก่อน โดยใช้ยาขนานใหญ่ คือ อานาปานัสสติเข้าระงับ แล้วใช้มรณานัสสติเข้าตัด บอกแก่จิตตนเองว่า เจ้ากำลังจักล้มตายในไม่กี่วินาทีนี้แล้ว จักมัวแต่สงสัยในธรรมหรือตำหนิธรรมจักมีประโยชน์อันใด คนที่ปรามาสพระรัตนตรัยนั้น ตายแล้วลงนรกทุกรายนะ ห้ามปรามมันไว้ก่อนที่อารมณ์นั้นจักลุกลามออกไปทางกายและวาจา ต้องอาศัยสติ-สัมปชัญญะให้รู้ทันอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน คิดไปตำหนิธรรมหรือปรามาสคุณพระรัตนตรัย อย่าปราณีปราศรัยอารมณ์นี้เป็นอันขาด เพราะเป็นอารมณ์อันตรายอย่างยิ่ง ทำกันให้ได้นะ ถ้าทำไม่ได้พวกเจ้าก็เอาดีกันไม่ได้”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“อย่าพูดมากไร้สาระ ต้องพูดมากอย่างมีสาระ อย่าไปจับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ แล้วนำเอามาเป็นเครื่องวุ่นวายแก่ตัว มีเชือกก็ให้ใช้งาน อย่าเอามาเล่นจนเชือกพันตัว ไอ้ความกลัวโน่นกลัวนี่ อย่าไปกลัวเกินกว่าเหตุ เหตุมีมาจึงค่อยสู้ จำไว้นะ ถ้ามากเรื่องก็มากความ อย่าเอามาห่วง มองข้างหน้าคือสิ่งที่ต้องทำ มองข้างหลังคือสิ่งที่เป็นครู พวกผู้ใหญ่จงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของเธอให้ดี พวกเด็กก็จงหมั่นเล่าเรียน อย่าขี้เกียจมากจะได้จบมารับ ใช้สนองคุณบิดามารดา ชาติ พระศาสนา เวลาน่ะมันไม่คอยท่าใครหรอก”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“ความศรัทธาของคน ย่อมเกิดเฉพาะผู้ที่มั่นในความดีและหมั่นทำความดี ศรัทธาของคนจะยั่งยืนอยู่ได้นาน เพราะมีเหตุผลของเขามั่นคงอยู่ในจิต พึงระลึกถึงแต่ความดี อย่าคิดตาม เชื่อตามบุคคลที่ไม่ได้ประสบเช่นตัวเรา สิ่งที่คนอื่นให้นั้นอาจเป็นขนมหรือยาพิษก็ได้ ขึ้นชื่อว่าคนเข้ามาในธรรมแล้ว ถึงแม้ว่ารู้มาก อ่านมาก ศึกษามากก็ตาม แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ การปฏิบัติมาก อย่าให้ขึ้นชื่อว่าเข้ามาทางธรรมแล้วไม่ถึงธรรม”

“ความศรัทธาอีกนั่นแหละ ที่ชักจูงให้ใครเลื่อมใสอะไรโดยคำบอกเล่าเฉยๆไม่ได้ ในศาสนาพุทธนั้นถือความจริง ถือเหตุผล เป็นประการสำคัญว่าสิ่งใดเป็นของแท้แน่นอน สิ่งใดหลอกลวง สิ่งใดเป็นสิ่งพิสูจน์ได้-ไม่ได้เพียงใด”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“อยู่ในโลกทำกิจกรรมของโลก เล่นละครของโลก แต่เราจะไม่ให้เป็นจริงตามที่โลกกำกับ เชื่อสิ ผู้กำกับนั้นต้องเชื่อและเล่นให้ได้แต่อย่าให้มันเป็นจริง ให้มันอยู่แค่ตัวสำคัญคือตัว ”รู้” อยู่เพียงแค่รู้ เขาด่าเราอย่าไปโกรธเขา เรารู้ นิ่งเสีย ทิ้งเสีย นึกว่ากรรมของสัตว์ หรือ ถ้าเขาด่าเราด้วยความจริงก็ต้องรับ “รับ” มีหลายอย่าง ไม่ใช่ต้องยิ้มแล้วเอ่ยปากว่า “จริงจ้ะ” นิ่งแล้วคิดใช้ปัญญาให้มากๆแล้วใช้สมาธิข่มจิต ใช้ศีลข่มกิริยา”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“การพ้นทุกข์เข้าสู่พระนิพพานนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย สำหรับคนที่เพียรทำ เพียรระงับใจ ฝึกใจ จะว่ายากก็ยาก เพราะคนนั้นไม่เพียรทำ ไม่เพียรฝึกใจ เพียรแต่จะเผลอ เพียรแต่จะให้ ท่านองค์นั้นองค์นี้มาชมบ้างมาทำนายบ้าง ถ้าไม่เพียรทำก็ไปไม่พ้น เร่งเข้านะ เวลาของทุกคนกำหนดไม่ได้ บางคนมีอายุ ๑๐๐ บางคนมีอายุ ๔๐ บ้าง ๓๐ บ้าง ไม่แน่ อย่านอนในกรรมฐานให้บ่อย เวลานอนมีมากแล้ว อดทน อยากได้ต้องอดทน ผล ฉันรับรองว่าคุ้มค่า”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“การปฏิบัติธรรมนั้น นั่ง ยืน เดิน หรือนอน อิริยาบถไหนก็ได้ แม้แต่ถ่ายทุกข์ เราจะพิจารณาไปก็ได้ว่า นี่นะ ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องมานั่งปวด ฯลฯ ได้ทั้งนั้น สำคัญที่ใจ ทำใจให้เป็นอิสระ ไม่เกาะกาย ไม่เกาะสิ่งประกอบกาย เช่นว่า รวมถึงวัตถุ วัสดุต่างๆ”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“พวกเธอฝึกมโนมยิทธิกันได้แล้วก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ นำคำที่ได้สอนผู้อื่นขึ้นดูตัวเอง ไม่ใช่ว่าสอนคนอื่นได้แล้วคิดว่าตนดีแล้ว ธรรมะที่ฟังอยู่ตลอดเวลานั้น ขอให้ใส่ใจปฏิบัติกันจริงๆ “การปฏิบัติ” ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องนั่งหลับตาเสมอไป ใช้ปัญญาพิจารณายอมรับนับถือสภาพความเป็นจริงของร่างกาย ยอมรับ แล้วจะต้องรู้จักบังคับจิตใจไม่ให้ยึดเกาะในร่างกาย มิใช่แต่ร่างกายอย่างเดียว รวมถึงธาตุวัตถุ สมมติ สมบัติทั้งปวง พิจารณารู้แล้ว จงบังคับใจให้มั่นคง พร้อมที่จะต่อสู้กับตนเอง สันดานของคนนั้น ออกจะดื้ออยู่ มักถือว่าตนดี แต่หารู้ไม่ว่า “ดี” ที่ตนถืออยู่นั้นดีประการใด พระธรรมที่เธอได้สดับรับฟังอยู่ตลอดนั้น อย่าอนุโลมใจตนเองมากเกินไป เมื่อใจยังดื้อ กิเลส ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง จะตามมาเป็นลำดับ จะรู้ได้จากจิตสู่การกระทำของตัวเธอเองว่า ตัวเธอนั้นยอมรับสภาพโดยการฟังหรือยอมรับความจริงตามใจปฏิบัติได้จริง บางอย่างพระท่านก็สอนสั่งไป เตือนไป ห้ามไป ว่าสิ่งนี้ควรละเว้น สิ่งนั้นไม่ควรกระทำ พระท่านมีหน้าที่ชี้ทางบอก แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่อยู่ที่ตัวของเธอ ความดีที่ได้ก็คือตัวเธอ ความสุขที่ได้ก็คือตัวเธอ ดังนี้ ยังต้องให้ว่ากล่าวเพื่อล้างสักกายทิฐิ ความดื้อรั้นเป็นสิ่งทำลายตัวเธอเอง การผัดผ่อนเป็นสิ่งหลอกตัวเธอเอง เวลาย่อมเดินไปตามหน้าที่ของเวลาจะช้าไม่ทันการหรือทันการเป็นส่วนของผู้ปฏิบัติ อย่าทำลายตัวเองโดยเห็นใจตัวเธอเอง ถ้ายังเห็นใจตัวเธอเองอยู่ จงรู้ว่าเธอจะเห็นตัวเธออีกในภพหน้า”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“คนเราจะทำอะไรต้องมีสมาธิเป็นเบื้องต้น สมาธิจะบอกเราให้เกิดปัญญาว่าอะไรควรทำ อะไรควรละวาง สมาธิจะระงับอารมณ์ร้อน อารมณ์ร้อนของโทสะ อารมณ์ร้อนของโมหะ อารมณ์ร้อนของโลภะ สามอารมณ์แจ้งชัดแค่ไหนรู้ไหม?
อารมณ์โลภะ คืออารมณ์ที่ไม่รู้จักพอ
อารมณ์โทสะ คืออารมณ์โกรธเพราะอคติ
อารมณ์โมหะ คืออารมณ์หลง หลงว่าเราถูก เรารู้ เราเก่ง

“เรารู้” ตัวนี้จะทำให้หู ตา ปัญญา มืด เหล่านี้ต้องควบคุมด้วยสมาธิ สมาธิก่อให้มีสติ เมื่อสติเกิดแล้วจะมีปัญญา ปัญญาจะคอยควบคุมให้เราสุขุมเหมือนอยู่ในที่สูง มองเห็นเบื้องล่างชัดเจน เท่านี้ ประโยชน์ของสมาธินั้นมหาศาลมาก สมาธิเกิดได้ทุกอิริยาบถและตลอดเวลา”

คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
“พระพุทธ เอาไว้ที่ใจ
พระธรรม เอามาเป็นปัญญา
พระสงฆ์ เอามาเป็นครู


ระลึกไว้เป็นนิตย์ก็จะดี ใจเราอยากจะตามรอยพระบรมครู จงนำสติมาเป็นสมาธิ เอาธรรมขององค์บรมครูมาเป็นปัญญา หาทางรู้ที่สว่างกระจ่างแจ้ง เห็นจริงในธรรมทั้งปวง เอาพระสงฆ์มาเป็นองค์ขัดใจ ใช้ชี้แจงข้อติดขัด เหมือนกับว่าขัดดวงตาเราที่ยังมืดเสียให้กระจ่าง
ทุกคนมุ่งแต่จะไปพระนิพพานนั้น รู้หรือยังว่าไปทำไม เป็นอย่างไร มีทุกข์ สุขแค่ไหน รู้ทางก็รู้อย่างอ่านก.กา แต่ไม่แตกฉานโดยการปฏิบัติ เหมือนเด็กที่อยากโต อยากอยู่มหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย คอยแต่ฝัน แต่อยากเท่านั้น

ทำการปฏิบัติและฝึกฝนทดสอบมากๆก็จะแตกฉานเอง ถึงไม่เก่งไม่ฉลาดก็ย่อมดีขึ้นด้วยความชำนาญ จึงจะเข้าถึงธรรมะได้ ต้องเข้าใจในทุกข์เสียก่อน มองเห็นทุกข์แล้วจึงจะหนีทุกข์ได้ตามความประสงค์

ทำไปเถอะ ไม่หนีความสามารถของเราได้ เพราะเราเป็นคนสร้าง “เรา” เมื่อสร้างได้เราก็หนี ”เรา” ได้ ถ้าตัวเองไม่พยายามทำใจให้มั่นคงแล้ว จะแนะอะไรกันได้ เราเป็นผู้รู้ รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับเรา แต่ทำไมชอบเป็นทาสตัวเองอยู่เสมอ

อันพุทธบริษัทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระสมณโคดมบรมอาจารย์นั้น เธอเป็นผู้ที่ได้พบแสงสว่างจากธรรมของท่าน นับว่าเธอทั้งหลาย เป็นผู้ที่มีกิเลสน้อยในบรรดาสัตว์โลกทั้งปวงในยุคกึ่งพุทธกาล นัยว่ามีของที่มีค่ามหาศาล เอนกอนันตการอยู่มากในชีวิตของคนที่จะพึงหา ขอให้ใช้ของนี้ คือ ใช้แสงแห่งธรรมนี้ให้ถูก ถ้ารู้แล้วขาดการปฏิบัติ ของนั้นก็เสมอด้วยของที่ไร้ค่า”
กระดานข่าวแดนนิพพาน : เสวนาธรรม ข่าวบอกบุญ บทความพระอริยะ ท่องเที่ยวทำบุญ ตามรอยพระพุทธบาท


  - ' • อยากบวชที่วัดท่าซุงครับ • ' +
 bigsobig
 Posted : 2007-07-29 19:40:33


ผมรู้สึกอยากจะบวชมากเลยนะครับ (บวชไม่สึก) ผมรู้สึกเบื่อทางโลกมากๆๆๆ มีความรู้สึกอยากจะวางทางโลก ไปอยู่ทางธรรมอย่างถาวรมานานมากแล้วครับ แต่ก็หาจังหวะโอกาสไม่ได้ซักที ครอบครัวผมก็เป็นคนจีน ไม่ค่อยจะสันทัดเรื่องธรรมเนียมพิธี ผมอยากถามคนที่มีความรู้เรื่องนี้ว่าเราต้องเตรียมตัวอะไร ยังไงบ้างหรอครับ ตั้งแต่ขั้นแรกเลย ความจริงผมก็ศึกษาข้อมูลอยู่ว่าจะที่ไหน แต่ก็อยากจะไปที่วัดท่าซุงอยู่เหมือนกันนะครับ
เพราะศรัทธาในหลวงพ่อ บ้านผมอยู่อุบลฯอ่ะครับ ยังไม่เคยไปที่นั่นเหมือนกัน เรียนถามคนที่ไปวัดบ่อยๆหน่อยครับว่า ที่นั่น เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ผมก็เคยเห็นภาพวัดแต่ในอินเทอร์เนท นี่แหล่ะ สมเด็จองค์ปฐม งดงามมาก ยังไงก็อย่าลืมแนะนำผมด้วยนะครับ

--- ป ล. --- ใคร เล่น msn ขอเมลไว้หน่อยนะครับ เพราะผมอยากจะคุยสด สอบถามเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อ่ะครับ

+ + ขอบคุณครับ + +

 
  IP : ซ่อน
ชื่อสมาชิก bigsobig Mail to bigsobig
แสดงความคิดเห็น

   bigsobig
 Posted : 2007-07-29 19:49:42   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ผมจะรออ่านนะครับ


 
 Comment : 1
ชื่อสมาชิก bigsobig Mail to bigsobig
กลับขึ้นด้านบน

   sudtong
 Posted : 2007-07-29 21:53:10   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ขอให้เปลี่ยนจากการที่อยากบวชเป็นศัทธาที่จะบวชดีกว่าครับดูจะหมั่นคงและจริงจังมากกว่า เพราะแค่อยากบวชแล้วไปบวชเดี่ยวคุณก็อยากสึกอีก ก่อนอื่นคุณต้องดูว่ามีภาระหน้าที่อะไรที่ค้างคาอยู่หรือเปล่า และที่สำคัญการที่จะบวชได้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองก่อนอันนี้เป็นวินัยของสงฆ์เลยครับ การได้บวชถือว่าเป็นเรื่องน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้นั้นเป็นผู้สละแล้วซึ่งทางโลก การบวชที่แท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส เป็นผู้มักน้อยสันโดษจากเครื่องปัจจัยสี่ เมื่อบวชเข้าไปแล้วต้องศึกษาพระธรรมและวินัยเพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อศ฿กษาจนรู้แล้วก็ต้องมาเทศนาโปรดญาติโยมเพื่อให้รู้ตามด้วยอันนี้เป็นหน้าที่ของสงฆ์ ดีมากเลยครับที่มีความปราถนาที่จะบวช ผมเองก็มีความปราถนาทีจะบวชเหมือนกันแต่ติดภาระหน้าที่ทางครอบครัว ก็เลยได้แค่คิดเท่านั้นไม่เป็นไรขอบวชใจไปทีละน้อยๆก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องข้อวัติปฏิบัติของทางวัดผมไม่ทราบเพราะไม่เคยไปวัดท่าซุงเลยครับ

 
 Comment : 2
ชื่อสมาชิก sudtong Mail to sudtong
กลับขึ้นด้านบน

   AcCuRaCy
 Posted : 2007-07-30 07:36:00   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ข้อวัตรปฏิบัติของวัดท่าซุงที่จริงไม่มีอะไรมากครับ เหมือนในพระวินัยของพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ พระมีศีล227ข้อ แล้วก็อภิสมาจารอีก100
อยากบวชก็ต้องศึกษาพวกนี้มาให้ครบถ้วน เสริมนิดนึงควรสร้างทิพจักขุญาณเบื้องต้นให้
ได้(มโนยิทธิ) ป้องกันการสงสัยใน นรก เปรต อสุรกาย ไปจนถึงนิพาน
ลองบวชที่ใจดูก่อนนะครับบรรพชา และอุปสมบท เป็นของหนัก


 
 Comment : 3
ชื่อสมาชิก AcCuRaCy Mail to AcCuRaCy
กลับขึ้นด้านบน

   sudtong
 Posted : 2007-07-31 12:57:49   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7819 ลองเข้าไปดูรายละเอียดดูนะครับ

 
 Comment : 4
ชื่อสมาชิก sudtong Mail to sudtong
กลับขึ้นด้านบน

   bigsobig
 Posted : 2007-07-31 15:05:50   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ขอบพระคุณ คุณ sudtong มากครับ ...

+ + ขอให้ทุกๆท่านเจริญในธรรมโดยถ้วนทั่วกันครับ + +


 
 Comment : 5
ชื่อสมาชิก bigsobig Mail to bigsobig
กลับขึ้นด้านบน

   akegato
 Posted : 2007-07-31 16:35:37   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ถ้าตั้งใจอยากจะบวชด้วยความศรัทธา ก็ขอให้ได้อย่างที่หวังนะครับ

เอาใจช่วยครับ

เจริญในธรรม


 
 Comment : 6
ชื่อสมาชิก akegato Mail to akegato
กลับขึ้นด้านบน

   masss
 Posted : 2007-07-31 18:26:53   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :


 
 Comment : 7
ชื่อสมาชิก masss Mail to masss
กลับขึ้นด้านบน

   teXtreme
 Posted : 2007-08-10 16:58:53   IP : ซ่อน
Administrator

 หน้าใหม่ไร้วรยุทธ์
 
 Post : 0
 สมาชิกลำดับที่ :
ถ้าจะบวชให้บวชจิตเราก่อน รักษาศีล 5 ให้ครบ รักษากาย วาจา ใจ อารมณ์ ให้สงบมั่นคง....
แต่ถ้าจะบวชที่ท่าซุงต้องผ่านการบวชธุดงค์ และกรรมบถ 10 ด้วยครับ อีกทั้งต้องได้มโน และ ญาณ 8 ด้วยนะครับ และต้องผ่านการทดสอบอีกหลายขั้นตอน อีกข้อนึงคือ ถ้าจะบวชระยะสั้น ต้องไปอยู่วัดก่อน 1-3 เดือน แต่ถ้าบวชยาวนี่ไม่แน่ใจนะครับ นี่เป็นกฎของทางวัดท่าซุงครับ จึงจะบวชได้ ไม่ใช่ง่ายเลย ผมก็กะจะบวชเหมือนกันครับ
ผมแนะนำว่าให้บวช ถือกรรมบถ 10 และถือธุดงค์ ดูก่อนดีกว่าครับซึ่งจะมีทุกปีในช่วงปลายๆ ปี ครับ ^^ น่าจะดีกว่า บวชประมาณ 10-15 วันครับ


 
 Comment : 8
ชื่อสมาชิก teXtreme Mail to teXtreme
กลับขึ้นด้านบน

 Phukaew
 Posted : 2007-09-26 15:20:38   IP : ซ่อน
ถ้าอยากบวชจริง ๆ และพร้อมนะครับไปสมัครบวชกับหลวงพี่ชัยวัฒน์ที่วิหารสมเด็จองค์ปฐมครับ
อย่าพูดว่าจะบวชที่นั่นตลอดไป เพราะบวชได้นานหรือตลอดไปหรือไม่ขึ้นอยู่ที่บารมีของคุณเอง บางคนพูดว่าจะบวชตลอดไป แต่พอออกพรรษาแล้วสึกก็มี
หลวงพี่ท่านจะให้พรรษานึงก่อน แล้วค่อยดูกันทีหลังอีกที (ดูหลายอย่างครับ) พระที่ท่านอยู่นาน ๆ ท่านก็ดูกันทีละพรรษา หมดวาระเมื่อไหร่ก็ต้องสึก
จากนั้นเมื่อหลวงพี่ท่านดูในเบื้องต้นแล้วว่าพอบวชได้ท่านก็จะให้มาอยู่ที่วัดเป็นนาคก่อน
"นาค" จะบวชได้หรือไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ครับ การเป็นนาค คุณต้องทำทุกอย่างที่เป็นงานของวัดรวมถึงขนขยะที่เต็มไปด้วยหนอน เดินถือปิ่นโตตามหลวงพี่ไปบิณทบาตทุกเช้า ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น กลางวันจะต้องฝึกมโนมยิทธิกับพระ พระท่านจะสอบ ทุกวันห้ามขาด (ถ้าฝึกไม่ได้ก็บวชไม่ได้นะคร๊าบบ) ระยะเวลาในการเป็นนาคควรจะอยู่ซัก 1-3 เดือนเป็นอย่างต่ำ (บางคนก็อยู่เป็นปี) ในระหว่างที่เป็นนาคต้องถือศีล 8 ระหว่างนี้แหละครับที่พระท่านจะดูว่าคุณจะบวชได้หรือไม่ได้
เมื่อถึงกำหนดบวชจะต้องให้หลวงพี่อาจิณต์รับรองในการฝึกมโมมยิทธิของคุณ รวมถึงใบรับรองแพทย์ ไปแสดงต่อเจ้าอาวาส และเงินปัจจัย 7 พันบาท (เมื่อ พ.ศ.2543)
เบื้องต้น ก็จามีประมาณนี้แหละครับ ถามใจของคุณดูนะครับว่าพร้อมที่จะบวชจริง ๆ รึป่าว เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียวครับ กำลังใจแรกอาจะเบื่อทางโลก แต่ว่าเบื่อจะเบื่อจริงรึป่าวลองดูก็ได้ครับ เพราะทางวัดมีวิธีวัดกำลังใจของคุณอยู่แล้วครับ ยังไงก็เอาใจช่วยและขออนุโมทนาด้วยนะครับ


 
 Comment : 9
กลับขึ้นด้านบน

1

You are Visitor 3029745 | Use Online 22