๓๒. พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ



๓๒. พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
วัดหน้าพระเมรุ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


____ พระพุทธนิมิตฯ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุด ____

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีเก่าแห่งสยามประเทศ ในยุคที่รุ่งโรจน์นั้น ล้วนเต็มไปด้วย วัดวาอาราม และปราสาทราชวังมาก
มาย แต่หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาต้องมาแตกลงในการเสียกรุงฯครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2310 ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทรง
กอบกู้สยามประเทศได้ได้ในปลายปีเดียวกัน

การเสียกรุงครั้งที่ 2 ยังความสูญเสียแก่เมืองกรุงศรีอยุธยาอย่างใหญ่หลวง เพราะถูกพม่าทำลาย บ้านเรือน และปราสาทราชวังจน
ย่อยยับ หลงเหลือไว้เพียงซากแห่งความรุ่งโรจน์ทิ้งไว้เป็นอุทาหรณ์แด่อนุชนรุ่นหลัง ซึ่งในปัจจุบันสามารถสัมผัสกับซากอดีตอันรุ่ง
โรจน์เหล่านั้นได้ในพื้นที่เกาะเมืองของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความงามพระพุทธนิมิตฯ ทำให้มีคนไปกราบไหว้กันไม่ได้ขาด

แต่หากว่าอยากจะสัมผัสกับอดีตแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ยังคงความงามยืนยาวมาจนถึงวันนี้โดยไม่ถูกเผาทำลาย ก็ให้ไปที่ "วัดหน้าพระ
เมรุ"
บริเวณนอกเกาะเมือง เพราะนี่เป็นเพียงวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยา ที่รอดจากการถูกเผาทำลายอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับสาเหตุนั้น
ได้มีการบันทึกไว้ที่วัดหน้าพระเมรุว่า เนื่องมาจากตั้งอยู่ใกล้พระราชวังหลวง และพม่ายังได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งกองทัพ ทำให้ไม่ถูก
ทำลายด้วยประการทั้งปวง ด้วยเหตุนี้วัดหน้าพระเมรุจึงยังคงมีงานศิลปกรรมของสมัยอยุธยาแท้ๆ ตกทอดมาให้อนุชนคนรุ่นหลังได้
ชมกันจนทุกวันนี้

"วัดหน้าพระเมรุราชิการาม" หรือที่รู้จักกันว่า "วัดหน้าพระเมรุ" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตามประวัติกล่าวว่า พระ
องค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อพ.ศ.2046 (อยุธยาตอนต้น) ประทานนามว่า
วัดพระเมรุราชิการาม มีอายุกาลถึง 485 ปี

วัดหน้าพระเมรุมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ พระมหาจักรพรรดิ์ได้ใช้สถานที่แห่งนี้เจรจาสงบศึกเมื่อพ.ศ.2106 และในอีกตอน
หนึ่งคือ เมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.2303 พม่าได้ยกเอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการาม
กับวัดหัสดาวาส (วัดช้าง) พระเจ้าอะลองพญาทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธนิมิตวิชิตมาร
โมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ เมื่อพระองค์จุด ดินระเบิดเกิดระเบิดขึ้น จนทำให้ปากกระบอกปืนแตก สะเก็ดระเบิดลุกเป็นไฟ
ต้องพระวรกายบาดเจ็บสาหัสประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้นพม่าเลิกทัพกลับไปทางเหนือ แต่ยังไม่ทันพ้นเมืองตาก พระเจ้าอะลอง
พญาก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

ด้วยบุญญาธิการอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ พระประธานในพระอุโบสถ
จึงทำให้กรุงศรีอยุธยารอดพ้นจากข้าศึกมาตลอด วัดหน้าพระเมรุจึงเป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย

วัดหน้าพระเมรุเด่นด้วยพระอุโบสถยาวประมาณ 50 เมตร กว้างประมาณ 16 เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พระอุโบสถมีส่วน
ยาวและกว้างมาก ไม่มีหน้าต่างอย่างพระอุโบสถทั่วไป แต่มีช่องลมยาวตามส่วนตั้งของพระอุโบสถ ทำให้มีอากาศถ่ายเท ไม่อับ สันนิษ
ฐานว่าผู้สร้างคงจะสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หน้าบันเป็นงานฝีมือแกะสลักไม้เป็นรูปพระนารายณ์ทรง
ครุฑเหยียบเศียรนาค และมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค ล้อมรอบด้วยหมู่เทพพนม 26 องค์ ซึ่งพระนารายณ์ถือเป็นเทพที่เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ โดยพระองค์ทรงครุฑซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอำนาจมากแต่ยอมรับใช้พระนารายณ์ เสาเหลี่ยมสองแถวแถวละแปดต้น มีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยาด้านบนประดับด้วยดาวเพดานเป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี

ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด ภายนอกฉาบด้วยปูน ลงรักปิดทองปางมารวิชัยทรงเครื่องพระ
มหากษัตริย์ ปางมารวิชัย คือเป็นตอนที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสำเร็จพระอรหันต์ นิ้วจรดลงไปที่พื้น เพื่อให้พระแม่ธรณี
เป็นพยานว่า พระองค์ตรัสรู้แล้ว

พระอุโบสถมีส่วนยาวและกว้างมาก ไม่มีหน้าต่างอย่างพระอุโบสถทั่วไป

พระพุทธรูปองค์นี้มีหน้าตักกว้าง 9 ศอกเศษ สูง 6 เมตรเศษ พระนามว่า "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ"
หรือ พระพุทธนิมิตฯ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุดและยังเป็นหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์
นี้มีพระลักษณะสวยงามมาก พระนามบ่งชัดถึงพระลักษณะอันพิเศษ มีพระอภินิหารเป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพอย่างยิ่งแก่โลกทั้ง 3 เป็น
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และคุ้มครองบ้านเมือง ทำให้ข้าศึกเกิดความเกรงกลัวไม่ทำลายวัดนี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

"พระคันธารราฐ" ที่ประทับอยู่ในวิหารวิหารสรรเพชญ์ หรือวิหารเขียน หรือวิหารน้อย ที่เรียกกันเช่นนี้เนื่องจากวิหารมีขนาดเล็กเพียง
6 เมตร ยาว 16 เมตรเท่านั้น ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถ สร้าง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดเกล้าให้พระยาไชยวิชิต (เผือก) เป็นแม่
กองบูรณะ ปฏิสังขรณ์ และได้อัญเชิญพระคันธารราฐ พระ พุทธรูปศิลาเขียวสมัยทวารวดี ปางปฐมเทศนา ประทับห้อยพระบาท
พระยาไชยวิชิต (เผือก)จารึกว่าอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุในอยุธยานั้นเอง และทว่ามีบันทึกในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเดิมอยู่ที่วัดพระเมรุ
จังหวัดนครปฐม

วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดเดียวในพระนครศรีอยุธยาที่รอดพ้นจากการเผาทำลายของพม่าเมื่อครั้งเสียกรุง แต่เป็นเพียงวัดหนึ่งในอีก
หลายๆ วัดในจังหวัดอยุธยา เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัดวาอารามที่ควรค่ายิ่งต่อการอนุรักษ์ รักษาไว้สืบต่อไป

วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครศรีอยุธยา หมู่ที่ 5 ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระอุโบสถเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์การท่องเที่ยวอยุธยา โทร. 0-3532-
2730 ถึง 1 หรือ สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 6 (อยุธยา) โทร. 0-3524-6076 ถึง 7 หรือ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทร. 0-3533-6550 , 0-3533-6647 หรือ บริษัทสตูดิโอ107(ไทยแลนด์)จำกัด โทร.0-2246-1531 ถึง 2, 0-2643-0392 ถึง 3