พระพุทธบาทเขาพลวง (เขาคิชฌกูฎ)

พระพุทธบาทเขาพลวง (เขาคิชฌกูฎ) ต.พลวง อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี

 

รอยพระพุทธบาท
หินใหญ่รูปบาตรคว่ำที่ลอยได้
มงกุฏพระพุทธเจ้า

 

***รอยพระพุทธบาทเกือกแก้วที่ค้นพบเจอโดยคณะตามรอยพระพุทธบาทเวปแดนนิพพาน***

คณะตามรอยพระพุทธบาทเวบแดนนิพพานค้นพบเจอรอยพระพุทธบาทเกือกแก้วที่ยอดเขาคิชกูฏเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๐

 

ประวัติค้นพบรอยพระพุทธบาทเขาคิชกูฏ เรียบเรียงโดย พระครูธรรมสรคุณ
การพบรอยพระพุทธบาทจันทบุรี ออกจะเป็นบุญญาภินิหารของชาวจังหวัดจันทบุรีมิใช่น้อย นับว่าเป็นโชคของพุทธศาสนิกชนและ
เป็นมิ่งขวัญของชาวจังหวัดจันทบุรี และพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศไทย

เมื่อพ.ศ. ๒๓๙๗ โดยมีนายติ่งพร้อมด้วยพวกหลายคนด้วยกัน ได้พากันเดินทางขึ้นบนเขา เพื่อหากฤษณากะลำพักมาขาย ทำที่พัก
ไว้บนเขาหลายวัน ตอนกลางวันต่างคนต่างก็ออกไปแสวงหาโชคลาภ วันหนึ่งพากันกลับที่พักไม่ถูก ต่างพากันเดินวนอยู่บนเขาหลาย
รอบ วนเวียนไปมาก็มาที่แห่งนี้หลายครั้งจนเหนื่อยอ่อนในที่นั้นเป็นหินลานกว้างใหญ่ จึงพากันขึ้นไปพักเหนื่อยเพื่อคนหนึ่งของนาย
ติ่งได้ถอนหญ้าเพื่อจะนอนพักก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้ เมื่อช่วยกันตรวจดูก็ปรากฏว่าเป็นแหวนทำด้วยนาค เมื่อพบ
โชคลาภเช่นนี้ก็ช่วยกันถอนหญ้าเพื่อแสวงหาโชคกันใหญ่ ตอนนี้ไม่พบอะไร นอกจากหินแผ่นหนึ่งมีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย หลัง
จากนั้นก็กลับบ้านได้อย่างสะดวกง่ายดาย ต่อมานายติ่ง นายนำ นายปลิ่มได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ อ.เมือง จ.จันทบุรี
เมื่อบวชลูกชายเรียบร้อยแล้ว จึงกลับบ้านไม่ทัน จึงค้างคืนที่วัดนั้น รุ่งขึ้นก็ไปงานเทศกาลปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง นายติ่ง
จึงซื้อทองไปปืดรอยพระพุทธบาทจำลองนั้น เมื่อปิดแล้วจึงพูดขึ้นว่า พระพุทธบาทที่เขาเช่นนี้ทางบ้านผมก็มีเหมือนกัน พระได้ยิน
เช่นนั้นก็จึงเรียนให้เจ้าอาวาสวัดทราบ สมัยนั้นหลวงพ่อเพชรเป็นเจ้าอาวาสวัดพลับ

โปรดอ่านบันทึกของชาวจันทบุรีคนหนึ่งต่อไป...

ขณะนั้นหลวงพ่อดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี จึงเรียกนายติ่งไปไต่ถาม นายติ่งจึงเล่าความว่าเป็นความจริงเจ้าคณะจังหวัด
จึงให้พระไปพิสูจน์ดู นายติ่งเป็นผู้นำทาง เมื่อไปพบเข้าก็เป็นความจริงดังที่นายติ่งบอก จึงได้นำแหวนจากนายติ่งไปถวายเจ้าคณะ
จังหวัด ต่อมาเจ้าคณะจังหวัดได้ไปดูด้วยตนเอง ไปดูก็เป็นความจริง จึงได้ตามดูตามบริเวณนั้นทั่วไป ก็พบสิ่งแปลกประหลาดและ
มหัศจรรย์หลายอย่าง ดังจะได้กล่าวชี้แจงต่อไป รอยพระพุทธบาท นั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ บรรจุคนนั่งได้เป็น
ร้อยกว่าคน บนยอดเขาสูงสุดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร และทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทนั้น ยังมีหินกลม
ก้อนหนึ่งใหญ่มาก หินก้อนนี้เรียกกันว่า "หินลูกพระบาท" ตั้งขึ้นมามองแล้วน่าแปลก และมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก ไม่น่าจะตั้งอยู่
ได้เลย มองดูแล้วคล้ายๆ ลอยอยู่เฉยๆ และยิ่งไปกว่านั้นคนก่อนๆ เล่ากันต่อมาว่า เขาเคยเอาด้ายสายสิญจ์คลองแล้วหลุดมาได้
พิสูจน์ดูแล้วก็น่าจะเป็นไปได้ ดูโปร่งๆ คล้ายๆ ไม่ติดอะไรเลยและยังมีหินอีกลูกหนึ่งใหญ่มากเหมือนกัน อยู่ตรงกันข้ามกับลูกพระ
บาทนี้ ก็มี "รอยพระหัตถ์" ไปรับหินก้อนนี้

จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ ๕ เมตรและยิ่งแปลกไปกว่านั้นในก้อนหินนั้นตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์
ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ อันนี้เขาเรียกว่า "รอยเท้าพญามาร" เพียงแหงนหน้าขึ้นไปมองจะเห็นได้ทันที สูงประมาณ ๑๕ เมตร ต่อจาก
นั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง ๑๕ วา ก็มีหินลูกข้างบนเป็นลานจะมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน นี่ก็น่า
แปลกมาก ยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็น "ถ้ำเต่า" บนหลังถ้ำจะมองเห็นเป็นรูปเต่า ลักษณะคล้ายๆ เต่าปลวก ต่อ
จากนั้นก็หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาท ก็จะไปพบกับ "ถ้ำช้าง" ถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทไป จะเห็น
ก้อนหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง เลยจากช้างไปสูงสุดนั้น เราเรียกว่า "ห้างฝรั่ง" ที่เรียกว่าห้างฝรั่ง ก็เพราะฝรั่งไปตั้งห้าง
ส่องกล้องเพื่อทำแผนที่ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีอีกถ้ำหนึ่งเรียกกันว่า "ถ้ำสำเภา" เพราะมีผินก้อนหนึ่ง ข้างบนถ้ำมี
ลักษณะคล้ายๆ เรือสำเภาจึงเรียกว่าถ้ำสำเภา ยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่า "ถ้ำตาฤๅษี"

พระบาทแห่งนี้ทำไมจึงเรียกว่า "เขาคิชกูฏ" ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะมีชื่อเขาในกรุงราชคฤห์ในประเทศอินเดียลูกหนึ่ง ชื่อว่าเขาคิชกูฏ
ฟังแล้วสะเทือนใจคล้ายๆ กับว่าได้ไปยังนครราชคฤห์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ครั้งปฐมโพธิกาลโน้น
และการไปมาก็ไม่สู้ไกลนักนึกไปว่าปีหนึ่งเรายังได้มีโอกาสไปนมัสการรอพระพุทธบาทครั้งหนึ่ง บาทหรือเท้า นับว่าเป็นอวัยวะที่ต่ำ
ที่สุดของมนุษย์เราแต่เท้านั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ถ้าขาดเท้าเสียก็ไม่สามารถที่จะไปประกอบคุณงามความดีได้ โดยเฉพาะเป็น
เท้าของพระพุทธองค์ด้วยแล้วเป็นเท้าพิเศษและบริสุทธิ์ เพราะเท้าของท่านไม่ได้ใช้ไปในทางสำมะเลเทเมา ไม่ใช้เท้าไปก่อความ
ทุกข์หรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด ไม่ไปทำทุจริตลักฉ้อหรือพยาบาทปองร้ายผู้ใด ไม่ใช่เดินไปทำชู้กับเมียใคร เท้านั้นใช้ทางดีก็
ได้ทางชั่วก็ได้ เช่น ใช้เท้าไปก่อกรรมทำเข็ญ ก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเช่นไปลักขโมย หรือเบียดเบียนผู้อื่น ไปเล่นการพนัน
ไปดื่มสุรา ยาเมาเช่นนี้ เป็นเท้าที่อัปปรีย์หรือจัญไร นี่เรียกว่าใช้เท้าไปสู่อบายหรือนรก ไม่ช้าก็ไปติดคุกติดตะรางได้รับความเดือด
ร้อนอย่างนี้ไม่มีใครเลื่อมใสและเคารพกราบไหว้ ส่วนเท้าของพระพุทธองค์แม้จะประดิษฐานอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ถ้าเรามีความ
เชื่อมั่น มีความเคารพกราบไหว้ด้วยใจอธิษฐานแล้วย่อมเกิดผลสำเร็จแก่ผู้นั้นทุกคนและจะเป็นศิริมงคลแก่ผู้นั้นตลอดไป ด้วยใจอัน
แน่วแน่ของกระแสจิตของผู้นั้น ถ้าไม่แน่จริงก็ขึ้นไปนมัสการไม่ได้ เพราะจะต้องปีนป่ายขึ้นไปสูงไม่ใช่เล่น นับจากระดับน้ำทะเล ขึ้นไปถึงยอดเขา สูงประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร จากวัดพลวงขึ้นไปประมาณ ๕ ก.ม. หรือ ๑๒๕ เส้น ท่านอ่านมาถึงตอนนี้อาจจะแปลก
ใจว่า จากระดับน้ำทะเล ๑,๐๐๐ เมตร จากวัดพลวงไป ๕ ก.ม. หรือ ๑๒๕ เส้นนั้นผิดกันมาก ก็เพราะน้ำทะเลนั้นวัดส่วนตรงจากวัด
พลวงไปนั้น ต้องปีนตามไหล่เขาขึ้นแล้วก็ลง รวมแล้วทั้งหมด ๑๒ ขั้น ฉะนั้นจึงดูว่าไกลมาก นับว่าประเทศไทยทั้งประเทศไม่มีรอย
พระพุทธบาทแห่งไหน ที่พบมาแต่ละแห่งอาจจะยืนยันได้ว่า ไม่มีประดิษฐานสูงถึงขนาดนี้ ทั้งนี้เพราะพระพุทธองค์ท่านคาดการณ์
ไกลว่า พุทธศาสนิกชนในกาลต่อไป จะมีศรัทธาแก่กล้าถึงขนาดไหน และจะมีความเชื่อมั่นและสักการบูชาท่านแค่ไหน ทั้งนี้อาจจะ
วัดได้ตากพุทธศาสนิกชนผู้แสวงบุญทั้งหลายได้หลั่งไหลพากันไปนมัสการทุกสารทิศด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ด้วยน้ำจิตอันแท้จริงของ
พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้เขียนกล้ารับรองได้ว่าถ้าไม่มีศรัทธาจริงๆ แล้ว ยากยิ่งที่จะขึ้นไปได้

แม้แต่บุคคลที่กำลังอยู่ในวัยเบญจเพศร่างกายยังแข็งแรงไม่มีศรัทธาในพระองค์ท่านแล้วยังล้าถอยหลังกลับไปเปล่าๆ ปีละมากๆ
ถ้ามีศรัทธาแก่กล้าจริงๆแล้ว แม้แต่อายุเข้าวัยชรา ถึง ๖๐ - ๗๐ ปี เดิน ๔ เท้า ๓ เท้า ก็ยังขึ้นไปนมัสการกันปีละมากๆ รับว่าเป็น
เรื่องที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง สมด้วยพุทธภาษิตของพระพุทธองค์ ตรัสไว้ว่า "สัทธา ปสาทะ ปฏิถิตา" ศรัทธาตั้งมั่นอยู่ในสิ่งใด
สิ่งนั้นย่อมสำเร็จผลตามความมุ่งหมายทุกประการ

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่มีบุคคลบางจำพวกที่ไปด้วยไม่มีศรัทธา ไปอยากรู้อยากเห็นหรือไปเพลินๆ ตามเพื่อนพวกนั้นมักจะถูก
รุกขเทวดาที่ปกปักษ์รักษารอยพระพุทธบาทแห่งนี้ลงโทษกันบ่อยๆ แทบทุกๆ ปี ทั้งนี้เราจะเห็นได้จาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่ไม่
ต้องออกนาม เขาไม่ไช่ศาสนาพุทธ เขาขึ้นไปสนุกกับเพื่อนเขา ผู้นั้นมาจาก จ.ระยอง เขาเป็นผู้ชายเสียด้วย เพื่อนๆ ทุกคนพา
กันนมัสการรอยพระพุทธบาททุกคน แต่เขาไม่นมัสการเขาหัวเราะคล้ายๆ เป็นเรื่องน่าขบขัน เห็นว่าพวกเรานี้หลงไปกราบหิน
หรือกราบรอยตีนอะไรกันทำนองนี้ แถมรองเท้าไม่ยอมถอดเสียด้วย นัยว่าเป็นหนามแทงตาชาวพุทธเราหนักหนาทีเดียว

ต่อจากนั้นมาได้สักครู่เดียว ชายผู้นั้นก็นึกอยากง่วงนอนก็ไปนอนบนแผ่นหินทางทิศใต้ของรอยพระพุทธบาท ห่างจากรอยพระพุทธ
บาทไม่ไกลนัก แล้วเขาก็หลับไป ที่หลับไปนั้นเขาฝันว่าวิ่งลงมาจากที่สูง แต่ที่ไหนได้ตัวไม่ได้วิ่งสักหน่อยเท่าที่เขาใช้เท้าวิ่ง แต่
กลับใช้หลังวิ่งกลิ้งลงไปกระทบหินศรีษะแตกหลายแผล สลบไปหลายชั่วโมง เคราะห์หนุนบุญยังมี ยังไม่ถึงที่ตายหาไม่ก็เป็นสิงห์
เทวดายังสงสารและยังเลี้ยงไว้ให้ผู้อื่นได้แจ้งประจักษ์ เขามีความตกใจเป็นอย่างมากทางคณะกรรมการพระบาทได้ช่วยกันปฐม
พยาบาลฟื้นขึ้นมา ก็พาเขาผู้นั้นไปกราบขอขมาลาโทษที่รอยพระพุทธบาทก็ค่อยทุเลาเบาบางขึ้นทันที แล้วก็กลับไปด้วยความ
ปลอดภัย

ในปี พ.ศ. ....มีหญิงสาววัยรุ่นมาจาก อ.ขลุง จันทบุรี แต่ไม่ต้องออกนามประเดี๋ยวนางจะอาย ปิดไว้เป็นความลับก่อน ร่างกายชะ
โอดชะองค์อ้อนแอ่นไม่เคารพปูชนียสถาน เหยียบย่างไปทั้งรองเท้าไม่ถอดรองเท้า ขณะนั้นเองเทวดาที่รักษาพระบาทก็บันดาล
ให้มีลมพัดอย่างแรงพัดเอาร่างของนางที่อรชร เกือบเหาะละลิ่วปลิวคว้าง นางทรงตัวไม่อยู่ไปชนเอาหินสลบไปเหมือนกันเดชะ
บุญคณะกรรมการพระบาทรับเอาไว้ทัน ทุกคนอย่าได้ประมาทในเมื่อมีโอกาสขึ้นไปแล้วอย่าพลั้งเผลอ จงถอดหมวกถอดรอง
เท้าก่อนเคารพนบน้อมกราบไหว้ นมัสการปูชนียสถานอย่าให้รุกขเทวดาท่านโกรธ บันดาลอาจถึงแก่ชีวิตปลิดสังขารมรณา ขึ้น
ไปแล้วจงทำแต่ความดีทั้งกายและใจและจิตส่งกระแสจิตไปยังพระพุทธองค์อุปมาเหมือนท่านยังทรงชีวิตประทับอยู่ต่อหน้าพวก
เรา เห็นแต่รอยเท้ายังเฝ้าโสภิต

จงอธิษฐานจิตขอให้ได้พบพระพุทธองค์ เรื่องอธิษฐานในสมัยก่อนที่ท่านมีพระชนม์อยู่ ท่านได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ หรือ
จะเรียกในบารมี ๓๐ ทัศก็ได้ คืออธิษฐานปารมี อธิษฐานอุปปารมี อธิษฐานปารมัตปารมี เรื่องราวของอธิษฐานนี้มีตัวอย่างมากมาย
ฉะนั้นจิตอธิษฐานให้ดี ปรารถนาสิ่งที่ดีที่ชอบของเราตามความพอใจ ท่านกลับไปจะมีแต่ความปลอดภัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
และรุกขเทวดาที่รักษารอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ก็จะอำนวยอวยพรให้ท่านได้รับแต่ความสุขความสมบูรณ์พูนผลร่มเย็นเป็นสุขตลอด
กาลทุกเมื่อ

ตัวอย่างคนที่ขึ้นไปแล้วประกอบแต่คุณงามความดี ถึงแม้นมีอุปัทวเหตุก็ไม่เป็นอันตราย ประมาณ ๒๐ ปีล่วงมาแล้ว มีพระภิกษุรูป
หนึ่งชื่อหลวงตามุกข์ ประจำอยู่สำนักวัดแกรง ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี นี่เอง ได้ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท พร้อมกับ
พุทธศาสนิกชนทั่วไป เผอิญเดินหลบหลีกสีกาหลัดตกลงมาสูงประมาณ ๑๐ วา เหมือนปาฏิหาริย์ ไม่มีอันตรายอะไรเลย

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ นี้ ได้มีแม่ชีจีนคนหนึ่งถือศีลกินเจเดิมทีประจำอยู่เขาสามมุข จ.ชลบุรี ได้เดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาท
แห่งนี้ ได้เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งอัศจรรย์ทั้งหลายก็คิดอยากจะอยู่บนยอดเขานี้ตลอดไป และไม่ยอมลงไป ส่วนญาติ พี่น้องลูกหลาน
ไม่อยากให้อยู่ กลัวจะเป็นอันตราย พร้อมทั้งที่อยู่ก็ไม่มีด้วย ฉะนั้นลูกหลานจึงพร้อมใจกันไปสร้างกุฏิให้อยู่เป็นพิเศษ ๑ หลัง อยู่ตั้ง
แต่เดือน ๓ ถึงเดือน ๗ รวม ๔ เดือน แม่ชีคนนี้แกมีบุญมาก ถึงกับมีเสือมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย อยู่กับคนลับแล ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน
อยู่ผู้เดียวบนยอดเขานี้ เดี๋ยวนี้ได้มรณภาพไปแล้ว

จากหนังสือประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทเขาคิชกูฏ(พลวง) ต.พลวง กิ่งอำเภอเขาคิชกูฏ จ.จันทบุรี

 

กลับหน้าแรก