พระพุทธบาทดอยกวางคำ

พระพุทธบาทดอยกวางคำ ต.ทุ่งหัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน ...



ประวัติตำนานพระพุทธบาทดอยกวางคำ

ครั้งพุทธกาลแต่เดิมมา(สมัยสมเด็จพระกกุกสันโธสัมาสัมพุทธองค์)

ณ ขุนห้วยโป่งแดงปัจจุบัน เวลาบ่ายคล้อย มีกวางฝูงหนึ่งประมาณสิบกว่าตัว ออกหากินตามประสาสัตว์โลก โดยการนำของจ่าฝูง
(พญากวางคำ.. เหตุที่เรียกว่า พญากวางคำ ก็เพราะว่า เป็นกวางพระโพธิสัตว์ ตัวใหญ่ สีเหลืองดุจทองคำ)

ในขณะเดียวกันนั้นก็มีพรานล่าเนื้อ สองกลุ่ม ออกล่าสัตว์ กลุ่มหนึ่งมาทางทิศเหนือ อีก กลุ่มหนึ่งมาทางทิศใต้ ได้มาเจอพญากวาง
คำฝูงกวางกำลังออกหากินอยู่พอดี

ด้วยความเป็นจ่าฝูง โดยสัญชาติญาณแห่งโพธิสัตว์ ที่จะให้บริวารพ้นภัยอันตราย จากกลุ่มพราน พญากวางอันมีสติปัญญาว่องไวและ
ความเสียสละ จึงตัดสินใจหลอกล่อนายพรานทั้งสองกลุ่มให้สนใจติดตามตัวเองแต่ผู้เดียว โดยมุ่งหน้าวิ่งหลอกล่อพรานขึ้นไปบนเขา
ที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ พระธาตุดอยกวางคำปัจจุบัน

เพื่อให้พ้น และห่างจากบริวารที่หากินอยู่ โดยไม่ห่วงตัวเอง ไม่หวั่นเกรงต่อความตายในขณะนั้น บนจอมเขาขุนห้วยโป่งแดงที่พญา
กวางคำกำลังวิ่งขึ้นไปนั้น
มีพระเถระรูปหนึ่งออกเดินธุดงค์โปรดสัตว์โลก มาพักปักกลดจำศีลภาวนาอยู่บนจอมเขา ขณะนั้นกำลังทำ
วัตรสวดมนต์พระอภิธรรมอยู่ พญากวางคำได้วิ่งหนีพรานมาเจอพระมหาเถระสวดมนต์พระอภิธรรมอยู่ จึงได้หยุดยืนฟัง และพิจารณา
ว่าเสียงนี้เหมือนเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ไพเราะมาก

จิตจึงเกิดความเพลิดเพลินหลงใหลติดในเสียงสวดมนต์ ของพระมหาเถระ ลืมว่ากำลังวิ่งหนีกลุ่มพรานอยู่ ไม่สนใจไม่กลัวความตาย
ว่าจะมาถึงตัว พรานล่าเนื้อทั้งสองกลุ่มได้วิ่งไล่พญากวางขึ้นมาบนจอมเขา เพราะเห็นรูปร่างลักษณะใหญ่โตสวยงาม
พญากวางหยุด
อยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวก็ใช้ธนูยิงใส่พญากวางทันที โดยไม่ลังเล และไม่ทันสังเกตว่ามีพระธุดงค์ปักกลดอยู่ใกล้ ๆ
(หลวงปู่ฯบอกว่า ด้วยบารมีบุญเก่าเดิมมา และอานิสงส์ที่จิตติดในเสียงสวดมนต์เป็นธรรมของพระพุทธเจ้า)

ในขณะนั้นพญากวางคำไม่รู้สึกตัวว่าถูกยิงเสียชีวิต.... แต่รู้ตัวว่าเหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นมา ก็ได้อุบัติจุติเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์
ชั้นตาวติงสา (ดาวดึงส์)มีปราสาทวิมานกว้างได้สิบสองโยชน์ สูงสิบสองโยชน์ และมีเทพธิดานางฟ้าเป็นบริวารอีก เป็นพันองค์ ส่วน
พรานทั้งสองกลุ่มก็ได้แบ่งเนื้อกวาง โดยไม่ได้สนใจพระธุดงค์ที่ปักกลด สวดมนต์อยู่
หนังของกวาง นั้น พรานได้เอาไปตากไว้บนก้อน
หินใกล้ ๆ กับเขาลูกนี้ (ปัจจุบันกลายเป็นแท่นหินหนังกวาง อยู่ห่างจากวัดไม่ไกลนัก หลวงปู่ฯเมตตาพาชาวบ้านไปดู และยืนยันด้วย
องค์ท่านเอง)

ส่วนหัวของกวาง พรานได้นำไปคั่ว ปัจจุบันคือบ้านหัวขัว แต่หลวงปู่ฯ
บอกว่า “บ้านหัวขัว” ไม่ถูก ต้องเป็น “หัวคั่ว” เพราะพรานเอาหัว
กวางมาคั่วที่นี่ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเรียกเพี้ยนเป็นภาษาล้านนาว่า
“หัวขัว” (หัวสะพาน) ก็เป็นจริงอย่างที่หลวงปู่ฯ บอก เพราะชาวบ้าน
ได้ไปขุดลอกลำเหมือง ข้างวัดม่วงคำ ในสมัยที่องค์ท่านได้บูรณะ
วัดม่วงคำ ปัจจุบันได้ไปเจอกระดูกกะโหลกกวางฝังอยู่จึงนำไปให้
หลวงปู่ฯพิจารณา.. ท่านบอกว่า ใช่ เป็นกระดูกส่วนหัวพญากวาง
คำ(น่าเสียดาย มิได้มีใครสนใจเก็บรักษาไว้ จึงได้สูญหายไปในที่สุด)

พระมหาเถระนั้น เมื่อสวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติกรรมฐานแล้ว จึงได้
มาเทศน์โปรดสั่งสอนบอกกล่าวให้กลุ่มพรานที่กำลังแบ่งเนื้อพญา
กวางคำ และได้ชี้บอกพรานทั้งหลายว่า....
“สูทั้งหลายทำบาปมากแล้ว
สูรู้ไหมว่ากวางที่สูยิงนั้น มิใช่กวางธรรมดาทั่วไป แต่เป็นพญากวาง
คำโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี ได้พาบริวารออกหากิน ต่อไปภายหน้า จัก
ได้เป็นพระพุทธเจ้า อีกต๋นหนึ่ง”
แล้วเทศน์โปรดพรานให้เลิกฆ่า
สัตว์ตัดชีวิต หันมาทำบุญรักษาศีลโดยการให้นำศีลห้าไปปฏิบัติ
พรานทั้งหมดเมื่อฟังพระมหาเถระเทศน์จบ ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใส
ในพระรัตนตรัย

จึงขอรับศีลห้าไปปฏิบัติ แล้วพร้อมใจกันนำอาวุธทั้งหมด ถวายพระ
มหาเถระ เพื่อบูชาพระธรรมคำสอนของพระมหาเถระและบูชาศีล
ห้า (หลวงปู่ฯ จึงบอกว่าดอยลูกนี้ คือดอยศีลห้า)

รูปหล่อกวางพระโพธิสัตว์

เมื่อกลุ่มพรานมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว จึงนึกถึงพระคุณองพระมหาเถระ กลุ่มพราน จึงได้ขอให้พระมหาเถระทำ
สัญลักษณ์ไว้ให้เป็นอนุสรณ์ตัวแทนของพระมหาเถระ เพื่อเขาจะได้สักการะบูชาต่อไปในวันข้างหน้า
พระมหาเถระ จึงได้อธิษฐาน
จิตเหยียบรอยเท้าไว้บนหิน ให้พรานรักษา และได้มากราบไหว้สักการบูชา ต่อไป

พระมหาเถระได้เล็งเห็นว่าในอนาคต ณ สถานที่แห่งนี้ คงจะดำรงอายุสืบทอดพระพุทธศาสนาในอนาคตข้างหน้า พระมหาเถระจึง
ได้ขอเอาพญากวางโพธิสัตว์จากพรานไว้
หลังจากพรานกลับกันไปหมดแล้ว พระมหาเถระ จึงได้นำเขาพญากวางคำมาที่ได้ขอมา
จากพราน อธิษฐานจิต ฝังเขาพญากวางคำไว้ตรงจุดสูงสุด ของจอมเขาแล้วทำสัญลักษณ์ไว้ โดยการนำเอาหินสามก้อนมาวางไว้เป็น
รูปสามเหลี่ยม (ปัจจุบันหลวงปู่ฯ ได้สร้างพระธาตุครอบ ตรงหินสามก้อนที่ฝังเขาพญากวางคำ)
พรานทั้งสองพวก จึงได้แยกย้ายกัน
กลับ อีกพวกหนึ่งไปทางทิศใต้ อีกพวกหนึ่งไปทางทิศเหนือ

พอไปได้สักระยะหนึ่ง ทั้งสองพวกจึงมาคิดทบทวนคำขอกของพระมหาเถระว่า กวางตัวนี้ไม่ใช่กวางธรรมดา แต่เป็นพญากวางคำ
โพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี วันข้างหน้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า
เมื่อคิดได้จึงปรึกษาพร้อมใจกันไม่กินเนื้อพญา
กวางคำ แล้วพร้อมใจกันนำเอาเนื้อพญากวางคำมากองรวมกันไว้ทั้งหมด แล้วแยกย้ายกันกลับ

ปัจจุบันเนื้อพญากวางคำ ได้กลายเป็นหินหมด และหลวงปู่ฯได้ให้ไปเก็บเอามารักษาไว้บนวัด เพื่อให้อนุชนรุ่นหลัง ได้เห็นเป็นอนุสติ
เตือนใจ
ในสมัยที่องค์หลวงปู่มาเจอรอยพระบาท แล้วได้ชาวบ้านกระเหรี่ยงมาช่วยสร้างให้เป็นวัดขึ้น จึงได้บอกให้ชาวบ้านไปดูจุดที่
พรานนำเนื้อพญากวางคำกองไว้ ไม่ห่างจากวัดพระธาตุดอยพญากวางคำไปเท่าใดนัก

ความเป็นมา ที่องค์หลวงปู่ได้มาก่อสร้างบูรณะวัดพระธาตุดอยกวางคำในปัจจุบัน ให้เป็นสถานที่ ที่ชาวบ้านใช้ทำบุญ ทำพิธีกรรมใน
พระพุทธศาสนา สร้างบารมีเพื่อสาธารณะประโยชน์ เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาขององค์สัพพัญญูพระพุทธเจ้า ให้ถึง ๕,๐๐๐ วษานั้น

ทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกวางคำ
พระธาตุดอยกวางคำ

มีเหตุอยู่ตามที่องค์หลวงปู่ได้เมตตาเล่าให้ผู้บันทึกฟังว่า....

เมื่อประมาณหกสิบปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ท่านได้ติดตามพระครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะซ่อมแซม วัดพระธาตุหัวขัว ห่างจากวัดฯไปทาง
ทิศตะวันตก ประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่พอสมควร ในเขตอำเภอทุ่งหัวช้าง
มีอยู่วันหนึ่งชาวบ้านหัวขัวได้เล่าให้ท่าน
ฟังว่า ได้ไปหาเห็ดบนดอยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ วัดพระธาตุหัวขัว ประมาณห้ากิโลเมตร ได้ไปเจอรอยเท้าอยู่บนหินบนดอยลูก
นั้น และได้เล่าบอกต่อ ๆ กันไปให้พระ เณร ที่ติดตามมาช่วยพระครูบาศรีวิชัยบูรณะพระธาตุหัวขัวฟัง

พระภิกษุที่มาช่วยงานครูบาเจ้าศรีวิชัย ก็ได้ไปเที่ยวดูก็ไปเจอจริง ๆ ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน แล้วพระภิกษุหมู่นั้น ก็เอามาล้อ
องค์หลวงปู่ว่า....
“บ่จั๊ยเป๋นรอยพระบาทพระพุทธเจ้า เป๋นรอยติ๋นของตุ๊วงศ์” (ไม่ใช่เป็นรอยเท้าพระพุทธเจ้าแต่เป็นรอยเท้าของครู
บาวงศ์ เอง) เหตุที่องค์หลวงปู่ฯ ถูกล้อเลียนนั้น เพราะท่านชอบเก็บตัวอยู่องค์เดียว ไม่สุงสิงกับหมู่พวก

ตั้งแต่นั้นมา ถ้าวันไหนว่างจากงานซ่อมแซมบูรณะวัดพระธาตุหัวขัว องค์หลวงปู่ฯมักจะขึ้นไปกราบรอยพระบาท บางครั้งขึ้นไปกราบ
ไปที่เดิม ไม่มีรอยพระบาท หายังไงก็ไม่เจอวันหลังขึ้นไปใหม่ ไปที่เดิมปรากฏว่า มีรอยพระบาทอยู่ที่เดิม เป็นอยู่อย่างนี้ หลายครั้ง

จากนั้น องค์หลวงปู่ จึงขึ้นไปกราบสักการะอีกครั้ง ในตอนนี้ท่านได้เก็บเอาก้อนหินบริเวณรอบรอยพระบาท มาก่อทำเป็นรั้วให้ดูเรียบ
ร้อยสะอาดงามตาแก่ผู้มากราบไหว้ทีหลัง และเพื่อป้องกันเวลาขึ้นมากราบวันหลัง รอยจะมิได้ถูกเทวดาซ่อนอีก
และท่าน ได้ตั้งจิต
อธิษฐานว่า ถ้ารอยเท้านี้เกี่ยวข้องผูกพันกับท่าน เป็นรอยพระบาทจริง ไม่ได้ถูกสร้าง หรือมนุษย์ทำขึ้น และเป็นบุญของท่านที่จะได้
บูรณะก่อสร้างที่ครอบรอยพระบาท
ก็ขอให้ได้สร้างที่ครอบรอยพระบาทแล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียงเจ็ดวันเท่านั้น

พออธิษฐานจิตเสร็จ ท่านบอกว่า ได้ยินเสียงดอยครางสั่นสะเทือน คือเทวดาที่รักษารอยพระบาท รับรู้เป็นพยาน และอนุโมทนาสาธุ
การในเจตนาจะบูรณะ การอธิษฐานจิตขององค์ท่าน ที่เป็นจริงตามคำอธิษฐานของท่าน ท่านได้ทำการก่อสร้างที่ครอบรอยพระบาท
แล้วเสร็จภายใน ๗ วันพอดี
ในระหว่างที่ทำการก่อสร้างนั้น หลวงปู่ฯสร้างเองทั้งหมด ไม่มีใครช่วยท่านเลย

และท่านไม่ได้จำวัตรที่รอยพระบาทนี้ ยังคงจำวัตรที่วัดพระธาตุหัวขัว ฉันเช้าเสร็จแล้วก็เดินเท้าขึ้นมาทำงาน พอตกเย็นตะวันตกดิน
ท่านก็เดินทางกลับ มาจำวัตรที่วัดพระธาตุหัวขัวตามเดิม เป็นอย่างนี้ทุกวัน (ครบ ๗ วัน)
ท่านจึงตั้งชื่อรอยพระบาทว่า “พระบาททันใจ” ถ้าใครมีปัญหาอะไร ก็ให้มาอธิษฐานขอที่รอยพระบาทนี้ ศักดิ์สิทธิ์เร็วทันใจ

เนื้อกวางพระโพธิสัตว์ที่กลายสภาพเป็นหิน

ปัจจุบัน ได้สร้าง รอยพระบาท ครอบของแท้ ไว้อีกชั้นหนึ่ง หลังจากสร้างที่ครอบรอยพระบาทเสร็จแล้ว และช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยบูรณะ
วัดพระธาตุหัวขัว จนแล้วเสร็จ
หลวงปู่ฯ จึงได้นำพาชาวบ้านหัวขัว โป่งแดงสัญชัย ตัดถนนขึ้นสู่ดอย ตรงกับที่ได้สร้างบันไดนาคใน
ปัจจุบัน และได้ขุดสร้างทางเป็นวงกลมขึ้นสู่ดอยอีกสายหนึ่ง จึงเรียกติดปากชาวบ้านแต่ก่อนว่า วัดดอยวง เรียกตามลักษณะของถนน
ที่เป็นวงกลมขึ้นดอย และได้สร้างพระธาตุขึ้นหนึ่งองค์ สร้างพระวิหารอีกหนึ่งหลัง เสนาสนะ กุฏิพร้อมกับต่อประปาภูเขานำมาใช้ในวัด
และในหมู่บ้านโป่งแดง-สัญชัย

จนถึงปัจจุบัน หลวงปู่ท่านผูกพันกับวัดพระธาตุดอยกวางคำนี้มาก ถึงกับออกปากว่าสถานที่นี้ คือ ป่าช้าของพ่อ ความหมาย คือ
ท่านได้เกิดเป็นกวาง คือ พญากวางคำ แล้วได้มาสิ้นชีวิต ณ สถานที่แห่งนี้.
ประมาณปี ๒๕๓๓ หลวงปู่ได้สร้างพระวิหารขึ้น ๑ หลัง
มีหลวงพี่ปั๋น ปามจฺโจ ดูแลอยู่

จนพระวิหารสร้างเสร็จแล้ว หลวงปู่ฯก็ได้ไปบูรณะวัดม่วงคำ ห่างจากวัดพระธาตุไปทางทิศเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร ท่านปั๋นฯ
ก็ได้ไปช่วยดูแล จนถึงปัจจุบัน

จากหนังสือประวัติพระธาตุดอยกวางคำ

 

แผนที่วัดพระธาตุดอยกวางคำ