วัดพระธาตุพนม ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 
ประวัติพระธาตุพนม 
พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่
ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตำบล และอำเภอธาตุพนม
จังหวัดนครพนม สถานที่ประ
ดิษฐานองค์พระธาตุ อยู่บนภูกำพร้า หรือดอยกำพร้า ภาษาบาลีว่า
กปณบรรพตหรือ กปณคีรี ริมฝั่งแม่น้ำขลนที อันเป็นเขตแขวง
นครศรีโคตบูรโบราณ
ตามตำนานพระธาตุพนม
ในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้า
พร้อมทั้งพระอานนท์ ได้เสด็จมา
ทางทิศตะวันออก โดยทางอากาศ ได้มาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ
(เวียงจันทน์) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนา
คตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้เสด็จไปตามลำดับ
ได้ทรงประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่
โพนฉัน (พระบาทโพนฉัน) อยู่ตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
แล้วเสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนคร
พนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งคืน
วันรุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำ
โขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง
(พระธาตุอิงฮังเมืองสุวรรณเขต) แล้วกลับมาทำภัตกิจ (ฉันอาหาร)
ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ
พญาอินทร์ได้เสด็จมาเฝ้าและทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุที่มาประทับที่ภูกำพร้า
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เป็นประเพณีของพระ
พุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรมสารีริกธาตุ
มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์
เมื่อนิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ ผู้เป็นสาวก ก็จะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้
ณ ที่นี้เช่นกัน จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้
ทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตบูร และมรุกขนคร แล้วเสด็จไปหนองหารหลวง
ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณพิงคาระ และพระเทวี
ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นั้น แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน
หลังจากนั้นก็เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
|
|
 |
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว
มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จ
จนเมื่อพระมหากัสสปะ
มาถึงได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า
ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ
ดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ
ขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วง เผาพระสรีระได้เองเป็น
อัศจรรย์ เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์
ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น
(ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไปบิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง
เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาระ ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม
และพระธาตุนารายณ์เจงเวง ซึ่งมีรายละเอียด
อยู่แล้ว
เมื่อพญาทั้ง ๕ ซึ่งอยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน
แห่งเมืองศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร
พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหารน้อย
และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง
ได้พากันปั้นดินดิบก่อแล้วเผาไฟตาม
คำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบพิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ
ครั้นปั้นดินเสร็จแล้วก็พากันขุดหลุมกว้าง ๒ วา
ลึก ๒ ศอก เท่ากันทั้ง ๔ ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา ๔
เหลี่ยม สูง ๑ วา โดยพญาทั้ง ๔ แล้ว พญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน
โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง ๑ วา รวมความสูงทั้งสิ้น ๒
วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง ๔ ด้าน เอาไม้จวง จันทน์ กฤษณา กระลำ
พัก คันธรส ชมพู นิโครธ และไม้รัง มาเป็นพื้น ทำการเผาอยู่
๓ วัน ๓ คืน เมื่อสุกแล้วจึงเอาหินหมากคอยกลางโคก มาถมหลุมเมื่อ
สร้างอุโมงค์ดังกล่าวเสร็จแล้ว พญาทั้ง ๕ ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ในอุโมงค์เป็นพุทธบูชา
จากนั้น พระมหากัสสปะ
ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร
แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง ๔ ด้านโดยสร้าง
ประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง ๔ ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา
๑ ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออกแปลง
รูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป
นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี ๑ ต้น
ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก
นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา ๑ ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวัน
ตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทาง
นั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง
คู่กัน หันหน้าไปทางทิศ
เหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า
๕,๐๐๐ พระวัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ
เสาอินทขีล ศิลาทั้ง ๔ ต้น ยังปรากฏอยู่ ๒ ต้น ทางทิศตะวันออก
ส่วนอีก ๒ ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง ๒ ตัว
ก็ยังปรา
กฏอยู่ถึงปัจจุบัน
พระธาตุพนม
ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ การบูรณะครั้งแรกและครั้งที่สอง
ไม่ได้บันทึกปีที่บูรณะไว้ การบูรณะครั้งที่
สามเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๗ ครั้งที่สี่เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๓ ครั้งที่
๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ครั้งที่ ๖ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นการบูรณะครั้ง
ใหญ่ และต่อจากนั้นมาก็มีการบูรณะทั่วไป เช่น บริเวณโดยรอบพระธาตุ
ได้มีพิธียกฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานไว้ที่ยอดองค์พระธาตุ
และนำฉัตรเก่ามาเก็บไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ มีพุทธศาสนิกชนจากดินแดนสองริมฝั่งโขงทั้ง
ไทยและลาว หลั่งไหลมาร่วมมงคล
สันนิบาต และนมัสการองค์พระธาตุเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือน
เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๑๘ องค์พระธาตุพนมชำรุดล้มลง ทางราชการได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่
ให้คงสภาพเดิม ภายในปีเดียว
กัน และได้ยืนยงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น
๑๒ ค่ำ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓
คำนมัสการพระธาตุพนมมีดังนี้
"กปณคิริสฺมิ ปพฺพเต มหากสฺสเปน ฐาปิตํ พุทฺธอุรงฺคธาตุ
สิรสา นมามิ"
แปลว่า "ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระบรมอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่พระมหากัสสปเถระเจ้า นำมาฐาปนาไว้ ณ ภูกำพร้า
ด้วยเศียรเกล้า"