พระครูสมุห์พิชิต ฐิตวีโร (พระโอ)

พระครูสมุห์พิชิต ฐิตวีโร (พระโอ)
การที่ข้าพเจ้าบวชได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะบารมีและคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ข้าพเจ้าขอเริ่มเรื่องในการบวชของ
ข้าพเจ้า ที่มีความเกี่ยวพันกับหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ข้าพเจ้าอุปสมบทเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ที่วัดห้วยเขน อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เมื่อบวชแล้วได้ลาพระอุปัชฌาย์กลับ
ไปอยู่ที่วัดที่บ้านคือ วัดสุขุมาราม ต.วังตะกู อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านอาจารย์สุรินทร์เป็นเจ้าอาวาส พอข้าพเจ้าบวชได้ ๒ - ๓
วัน ท่านอาจารย์สุรินทร์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูวิจารณ์วิหารกิจ ท่านเป็นพระผู้ฝึกกรรมฐานให้แก่ข้าพเจ้า

ขอเล่าประวัติของท่านอาจารย์สุรินทร์เล็กน้อย ท่านเป็นชาวบ้านต้นโพธิ์ ต.โคกหม้อ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ โยมแม่ของท่านนับ
ถือหลวงปู่ปานมาก และได้ยกท่านให้เป็นลูกหลวงปู่ปาน ตัวท่านอาจารย์สุรินทร์เองก็เคารพหลวงพ่อปู่ปานเป็นชีวิตจิตใจทีเดียว
ดังนั้นก็ถือเสมือนว่า ข้าพเจ้าได้เข้าไปบวชอยู่ในสักนักของหลวงปู่ปานไปโดยปริยาย ก่อนบวชข้าพเจ้าไม่มีความรู้เรื่องกรรมฐาน
บวชเพื่ออยากลองดูชีวิตของพระบ้างเท่านั้น ตั้งใจจะบวชแค่ ๓ เดือนแล้วจะสึก ถ้าหากบวชช่วง ๔ เดือน เดือน ๖ คงจะสึกไปแล้ว
คงไม่ได้เป็นพระสมุห์เป็นแน่ แต่เนื่องจากบวชช่วงใกล้พรรษาแล้วจึงต้องทนอยู่ และก็อยู่มาได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ วัดที่ข้าพเจ้า
อยู่มีการสอนพระปริยัติ ส่วนการปฏิบัตินนั้นแล้วแต่ใครจะสนใจ ตัวท่านอาจารย์สุรินทร์ท่านนั่งสมาธิทุกวันและท่านก็สนับสนุนใน
เรื่องนี้

พรรษาแรกที่ข้าพเจ้าบวชมา รู้สึกหนักพอสมควร ต้องเรียนทางด้านปริยัติ ต้องสวดมนต์ สวดไม่ได้ก็อายเขา ครูสอนนักธรรมก็บัง
คับให้ท่องพระวินัย จึงเป็นเรื่องหนัก ข้าพเจ้าสนใจเรื่องสมาธิ พอตกเย็นก็ไปนั่งสมาธิในโบสถ์กับท่านอาจารย์สุรินทร์ทุกเย็น ใน
พรรษานั้นมีพระสนใจนั่งสมาธิสัก ๓ - ๔ องค์เท่านั้นรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย เมื่อท่านอาจารย์เห็นข้าพเจ้าสนใจในการนั่งสมาธิก็เอา
ประวัติหลวงปู่ปานมาให้อ่าน ครั้งแรกปฏิเสธท่านไป เพราะข้าพเจ้าและชาวอำเภอบางมูลนากส่วนใหญ่นับถือหลวงปู่เขียน วัดสำ
นักขุนเณร ที่หลวงพ่อเคยไปพิสูจน์เลขหวยกับท่าน เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ไม่มีใครเก่งกว่าหลวงปู่เขียนของข้าพเจ้า

ต่อมาท่านอาจารย์สุรินทร์ก็เอาประวัติหลวงปู่ปานมาให้อ่านอีกจึงรับไว้ ตอนนั้นประวัติหลวงปู่ปานยังไม่มีรูปเล่ม เพียงแค่ถ่ายอัด
สำเนามาอ่านกัน ซึ่งหลวงพ่อได้ส่งให้ท่านอาจารย์สุรินทร์อ่าน เมื่อข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ติดอกติดใจมากจึงอ่านช้าๆ เพราะกลัวจะจบ
เร็ว ส่วนใหญ่จะอ่านก่อนเจริญพระกรรมฐาน เพราะช่วยเป็นกำลังใจกระตุ้นการเจริญกรรมฐานดีมาก เมื่อปฏิบัติไป ต่อมาก็พบ
เหตุการณ์ หลวงปู่เขียนท่านมาเข้าทรงพระทวีป ไล่ให้ข้าพเจ้าไปอยู่กับหลวงพ่อเป็นการใหญ่ ตอนนั้นยังอยู่กลางพรรษา หลวงปู่
เขียนมาเข้าทรงทีไรก็ไล่ข้าพเจ้าไปอยู่กับหลวงพ่อประจำ โดยสั่งมาว่า

"ถ้าอยากได้ดี ก็ให้ไปอยู่กับหลวงพ่อ" ถึงแม้จะเป็นกลางพรรษาก็ตามจึงได้เดินทางมากับพระเฉลย ซึ่งเป็นหลานของท่าน
อาจารย์สุรินทร์ มาเพื่อพบหลวงพ่อ หลังจากฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปกราบเคารวะหลวงพ่อ ซึ่งท่านได้แนะนำว่า ถ้าสนใจใน
การ ปฏิบัติก็ให้ซื้อวิทยุสักเครื่อง เปิดสถานี ๐๔ ตาคลีฟัง เพราะช่วงนั้นหลวงพ่อท่านเทศน์ออกอากาศเรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตรอยู่
ข้าพเจ้าตอบไปว่าที่วัดกำลังยุ่ง เพราะต้องช่วยกันตำเนื้อหว่านที่จะทำพระเครื่องหลวงปู่เขียน เนื่องจากปี ๒๕๑๖ จะผูกพัทธสีมา
ที่วัด หลังเพลแล้วก็ต้องเรียนหนังสือ เสร็จจากเรื่องเรียนก็ต้องมาช่วยมรรคทายกตำเนื้อหว่านทำพระเครื่องหลวงปู่เขียน และเต็ม
ใจ ทำเพราะอยากได้บุญ เนื่องจากข้าพเจ้านับถือหลวงปู่เขียนมาก พอบอกว่าที่วัดมีงานยุ่งเท่านั้นแหละ หลวงพ่อก็ดุเอาหลายคำ
ท่านพูดว่า "ท่านไม่ชอบคนที่ไม่เอาจริงเอาจัง ถ้าปฏิบัติไม่ถึง....ไม่ต้องกลับมา" (ตรงจุดๆ จำไม่ได้ว่าท่านพูดว่าอย่างไร เพราะ
ไม่เข้าใจศัพท์ทางการปฏิบัติ) ข้าพเจ้าโดนไม้นี้จึงลากลับวัด เมื่อออกพรรษาและรับกฐินเสร็จแล้ว คราวนี้มากับท่านอาจารย์สุ
รินทร์เพื่อมาพบหลวงพ่ออีก แต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอท่านมาอยู่ที่วัดท่าซุง เพราะไม่รู้ว่าตัวเองปฏิบัติได้ถึงตามขั้นที่หลวงพ่อเคยสั่ง
ให้ไปฝึกไว้หรือเปล่า ท่านอาจารย์สุรินทร์กลับไปก่อน ปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่ปฏิบัติกับหลวงพ่อตามลำพัง พอมาอยู่สัก ๓ คืน ก็มา
เจอวันพระ จึงช่วยจัดศาลา ตอนนั้นทำบุญฝั่งวัดเก่าที่ศาลาหลวงพ่อ ๔ พระองค์ เมื่อจัดเสร็จ ข้าพเจ้าก็ไปกราบขอบารมีหลวงพ่อ
๔ พระองค์ว่า

"ถ้าข้าพเจ้าจะได้บวชอยู่ต่อไป ก็ขอให้หลวงพ่อชวนให้อยู่กับท่าน ถ้าหากหลวงพ่อไม่ชวน เมื่อกลับไปแล้วก็จะสึกแน่"

เมื่อกราบเสร็จก็มาที่ท้ายอาสนสงฆ์ หลวงพ่อก็เดินมาหา และบอกว่า "คุณมาอยู่กับผมก็ได้" พอข้าพเจ้าได้ยินคำนี้ก็ดีใจ เพราะลำ
พังตนเองคงไม่กล้าขอท่านอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองปฏิบัติได้แค่ไหน ตามที่ท่านต้องการหรือไม่? เพราะเมื่อกลางพรรษาขอมา
อยู่กับท่าน ท่านก็เอ็ดไปทีหนึ่งแล้ว จึงขอบารมีหลวงพ่อ ๔ พระองค์ช่วยสงเคราะห์ จากนั้นข้าพเจ้าก็หนีโยมพ่อมาอยู่เสียที่วัดท่าซุง
จนกระทั่งบัดนี้

อยากจะขอเล่าเกร็ดอีกเล็กน้อย ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ วัดที่ข้าพเจ้าเคยอยู่มีงานตัดลูกนิมิตโบสถ์ ท่านอาจารย์สุรินทร์ก็มานิมนต์หลวงพ่อ
ไปทำพิธีพุทธาภิเษกรูปเหมือนหลวงปู่เขียน ซึ่งผู้คนที่จำนวนมาก หลังเสร็จพิธีพุทธาภิเษกแล้ว บางคนก็ให้หลวงพ่อเป่าหัว เจิมหน้า
ส่วนบางคนก็ขอชานหมาก พอเสร็จจากพิธีพุทธาภิเษกแล้ว หลวงพ่อก็มานั่งหน้ากุฏิท่านอาจารย์สุรินทร์ ก็มีเจ้าอาวาสวัดหนึ่งที่มีชื่อ
โด่งดังอยู่แถวนั้นก็เข้ามาหาหลวงพ่อถามถึงการพุทธาภิเษกว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ลากลับไป ข้าพเจ้าจึงได้กราบหลวงพ่อ
พร้อมกับพูดขึ้นว่า เจ้าอาวาสองค็นี้ดังมากนะครับ หลวงพ่อก็ตอบมาคำหนึ่งว่า ดังเหมือนตด ข้าพเจ้าก็สะดุ้ง เพราะองค์นี้ดังเหมือน
ตดจริงๆ ท่านดังในทางเหม็น ไม่ใช่ดังในทางหอม

มีเกร็ดอีกเรื่องหนึ่งในงานพุทธาภิเษก โยมบุญทิ้งก็ให้หลวงพ่อเป่าหัวให้ในโบสถ์ ซึ่งคนมาในงานมากมายนัก จนไม่รู้ว่าใครเป็น
ใคร พอหลวงพ่อออกมานั่งที่กุฏิท่านอาจารย์สุรินทร์ ก็จะให้หลวงพ่อเป่าหัวให้อีก หลวงพ่อก็พูดว่า เป่าแล้วจะเป่าอะไรอีก โยมบุญ
ทิ้ง จึงนั่งคุยที่ร้านกาแฟ ซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในที่นั้นพอดี โยมบุญทิ้งบอกว่าพระมหาวีระน่ะรู้จริง (พระมหาวีระ ก็คือ ชื่อเดิมของหลวงพ่อ
พระราชพรหมยาน)

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้อุตส่าห์แนะนำในการปฏิบัติทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ทำให้ข้าพเจ้าพอจะทน
อยู่กับญาติโยมทั้งหลายได้ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่า ท่านเป็นผู้มีพระคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสมารับคำสอนที่มี
คุณค่าแก่ข้าพเจ้าตราบจนทุกวันนี้

จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๑

พิมพ์โดย : webmaster

[ Top ]