
พระปลัดวิรัช
โอภาโส 
พระปลัดวิรัช โอภาโส
คำสอนของหลวงพ่อ "เรื่องพระนิพพาน"
เป็นจุดดึงดูดให้คนกลุ่มใหญ่ได้หันคล้อยมาทางเดียวกัน มีความปรารถนาที่อยากจะพ้น
จากกองทุนข์ทั้งปวง เพื่อหาทางไปสู่พระนิพพานในชาตินี้
ข้าพเจ้าก็เช่นกัน เมื่อได้อ่านประวัติหลวงพ่อปานแล้ว
และฟังธรรมะจากเทปคำสอนของหลวงพ่อมาพอสังเขป มาสะดุดใจและสน
ใจที่หลวงพ่อสอนให้ "อธิษฐานขอไปพระนิพพานในชาตินี้"
จึงได้ฝึกมโนมยิทธิตามที่พ่อสอน เมื่อฝึกแล้วทำให้เห็นพระคุณ
ของหลวงพ่อสุดประมาณที่ได้นำมโนมยิทธิมาเผยแพร่แก่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย
มโนมยิทธินี้ช่วยให้ผู้ที่ฝึกได้แล้ว และสามารถ ทรงอยู่ในมโนมยิทธิที่ตนได้มีความมั่นใจในเรื่องพระนิพพานมากขึ้น
และทำให้มีใจมั่นคงในพระพุทธศาสนาเนื่องจากผู้ปฏิบัติต้อง
มีใจเป็นสัมมาทิฏฐิ ต้องเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ด้วยความจริงใจ
มีศีลบริสุทธิ์ในขณะนั้น รู้ตัวว่า
จะ ต้องตายเสมอ และมีใจรักพระนิพพาน เมื่อฝึกได้แล้ว จิตใจก็เป็นสุข
มีความรู้สึกอุ่นใจ เพราะว่าใจมีที่พึ่งแล้ว นั่นคือพระรัตน
ตรัย อันเป็นที่พึ่งสูงสุด เมื่อนึกถึงพระรัตนตรัยขึ้นมาคราวใด
จะยิ่งทำให้เห็นพระคุณของพระพุทธองค์ที่พยายามช่วยเหลือสัตว์โลก
ให้พ้นจากความทุกข์ เห็นพระคุณของพระธรรมอันล้ำค่าที่พระอริยสงฆ์สาวกได้นำมาเผยแพร่แก่บรรดาพุทธบริษัท
และเห็นพระคุณ
ของพระอริยสงฆ์ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วเป็นตัวอย่างให้ดู
ทำให้เกิดแรงกระตุ้นที่อยากจะเจริญรอยตามท่านบ้าง พระคุณหลวง
พ่อมีดังนี้ จึงถือเป็นพระคุณอันสูงสุง
หลวงพ่อสอนไว้ว่า "จิตคนเราสำคัญเวลาก่อนที่จะตาย
ถ้าติดเศร้าหมอง ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ ถ้าจิตเกาะกุศล
ก็ไปสู่ สุคติ"
หลวพ่อสอนไว้อีกว่า "คนเราเกิดมานับชาติไม่ถ้วน
นับเป็นอสงไขยๆ กัป ถ้าหากยังเวียนว่ายตายเกิดอีก ก็ต้องทุกข์อย่างนี้อีก
ไม่มี
วันจบสิ้น แม้เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม เมื่อหมดอายุจากการเป็นเทวดา
หรือพรหม ก็ต้องจุติ คือเกิดอีก จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน
จึงจะพบกับเอกันตบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง"
เมื่อนำคำสอนของหลวงพ่อมาใคร่ครวญแล้ว
ก็คิดทบทวนชีวิตข้าพเจ้าในอดีตย้อนหลังกลับไปกลับมาถึงความลำบากที่เคยผ่านมา
ในชีวิต ทำให้กลัวการเกิดอีกอย่างจับจิตจับใจ ยิ่งพิจารณาไปถึงเหตุถึงผลก็ยิ่งเข้าใจชัดเจนขึ้น
จึงคิดต่อไปอีกว่า การดิ้นรนทาง
โลกก็คือ การใช้หนี้นั่นเอง เป็นการใช้หนี้กรรมที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ต้องเหน็ดเหนื่อยจนแทบไม่มีเวลาดูตัวเองว่าถ้าตายตอนนั้น จะเอา
ทรัพย์สินอะไรติดตัวไปได้บ้าง ดีไม่ดีอาจจะหลงตาย เพราะไม่ทันได้เตรียมตัวตาย
สรุปแล้วอุตส่าห์ลงทุนเหน็ดเหนื่อยและลำบาก
ทั้งชีวิต แต่ได้ผลไม่คุ้มค่า ความไม่รู้จักพอสอนให้ดิ้นรนจนเกินพอดี
หลวงพ่อสอนให้รู้จักวางหาบอันหนัก และให้รู้จักพักจากการ
เดินทางไกลเสียที จึงตัดสินใจว่า ในเมื่อตั้งใจปรารถนาเพื่อนพระนิพพานในชาตินี้แล้ว
จะมัวไปเสียเวลากับเรื่องอื่นอยู่ทำไม สู้เดิน
ทางตรงเลยดีกว่า จะได้ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ จึงคิดเข้าหาหมู่พวกที่เดินทางเดินกัน
โดยถือคติที่ว่า "คบคนเช่นไร ย่อมเป็นเช่นนั้น"
ในเมื่ออยากเดินตามแนวทางของหลวงพ่อก็ตามมาอยู่ที่สำนักของหลวงพ่อ
จึงได้มาขอบวชในที่สุด
ก่อนบวชก็กังวลใจอยู่ว่าหลวงพ่อจะยอมรับให้บวชได้หรือไม่หนอ
เพราะไม่เคยพบองค์จริงหลวงพ่อมาก่อนเลย วันหนึ่งจึงฝันไปว่า
หลวงพ่อมาหา มานั่งอยู่กลางห้องนอน จึงรีบเข้าไปแสดงความเคารพและถามว่า
"หลวงพ่อครับ ผมมาขอบวชอยู่กับหลวงพ่อได้
ไหมครับ?" หลวงพ่อตอบพร้อมกับยิ้มว่า "ได้ซิลูก"
จึงดีใจและรีบกราบหลวพง่อ ๓ ครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมา หลวพ่อหายไปแล้วเหลือ
แต่พื้นว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น มาสะดุ้งตื่นขึ้น จึงรู้ว่าฝันไป
พอเช้าก็โทรศัพท์เล่าให้คุณอมรฟัง (ปัจจุบันบวชเป็นพระอมร)
ถึงเรื่อง
ความฝัน พอสายๆ ประมาณ ๑๐ โมงเช้าในวันเดียวกันก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณอมรแจ้งมาว่า
หลวงพ่อสั่งให้ไปบวชได้ และหลวง
พ่อฝากใบโมทนาบัตรมาให้ด้วย ในใบโมทนาบัตรลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์
๒๕๒๔
"คุณวิรัช
วรวรรณธนะชัย สมทบทุนมูลนิธิหลวงพ่อปาน ความปรารถนาใดที่มีอยู่
ขอความปรารถนานั้น จงสัมฤทธิ์ผล
ตามต้องการ บวชเสียก็ดีจะได้มีความสุข"
ตอนนั้นจึงดีใจมากที่ได้รับข่าวจากหลวงพ่อตรงกับความฝันในวันเดียวกัน
จึงทำให้มีความมั่นใจว่าความตั้งใจสมปรารถนา
มื่อมาพบหลวงพ่อที่วัดท่าซุงครั้งแรก
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๔ และบวชเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
๒๕๒๔ หลวงพ่อได้เรียก
ชื่อครั้งแรกว่า "แป๊ะ" พอได้ยินครั้งแรกก็สะดุ้ง
พอมาทราบความหมายที่หลวงพ่อเรียกก็มีความพอใจ ถือว่าเป็นนามมงคลที่หลวง
พ่อได้เมตตาตั้งให้และเรียกจนติดปากมาจนทุกวันนี้
เมื่อบวชพรรษาแรก ก็ไปช่วยจำหน่ายวัตถุมงคลอยู่บนศาลานวราช
หลวงพ่อมารับแขกที่นั่นเป็นประจำ รับแขกเวลาบ่ายโมงเลิก ๔
โมงเย็น อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อเลิกแขกตอนบ่าย ๔ โมงเย็น
แดดข้างนอกก็ร้อน ขณะที่หลวงพ่อลุกเดินออกจากศาลานวราช
ไปพระที่ติดตามหลวงพ่อติดธุระบางอย่างอยู่ จึงบอกให้ข้าพเจ้ารีบตามไปกางร่มให้หลวงพ่อ
ข้าพเจ้าคว้าร่มได้ก็รีบตามหลวงพ่อ
ลงบันไดศาลานวราชไป พอลงไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย ก็มองไม่เห็นหลวงพ่อ
คิดในใจว่าหลวงพ่อเดินเร็วจัง ไม่รู้เดินไปทางไหนแล้ว
จึงหันมองดูรอบๆ ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ด้านบน ดูจนทั่วก็ไม่เห็น(ซึ่งบริเวณนั้นแต่ก่อนเป็นที่โล่งๆ
หมด ไม่มีอะไรเกะกะเหมือน
เดี๋ยวนี้) จึงเดินเลี่ยงบันไดมาทางซ้ายนิดนึง เข้าใจว่าหลวงพ่ออาจจะเดินไปทางโรงรถหรือเปล่า
เพราะหลวงพ่อเดินเร็วเหลือเกิน
ก็เหลียวไปมาไม่เห็นใคร จึงร้องออกมาดังๆว่า "เอ๊ะ
หลวงพ่อหายไปไหนๆ" ทันทีก็มีเสียงตอบสวนกลับมาทางข้างหลังว่า
"หลวงพ่ออยู่นี่ไงแป๊ะ แกไปหาหลวงพ่อที่ไหน"
แล้วหลวงพ่อก็หัวเราะชอบใจ จึงหันขวับไปตามเสียง เห็นหลวงพ่อยืนอยู่ข้าง
หลังข้าพเจ้า ยืนห่างจากข้างฝนพอสมควร ข้าพเจ้ายืนมองด้วยความงงๆ
แล้วจึงส่งร่มให้หลวงพ่อ พอดีพระติดตามเดินลงบันไดมา
หลวงพ่อจึงหันไปพูดกับพระที่เดินลงมาว่า "ดู
หลวงพ่ออยู่นี่ แป๊ะไปหาหลวงพ่อที่ไหนก็ไม่รู้"
แล้วหลวงพ่อก็หัวเราะอีก และ
เดินกลับกุฏิพร้อมกับพระติดตาม ปล่อยให้ข้าพเจ้ายืนงงอยู่คนเดียว
เหตุการณ์คราวนั้นถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า
นึกขึ้นมาเมื่อไร ยังจำภาพเหตุการณ์ได้ดีไม่มีวันลืมเลย
เมื่อบวชแล้วได้มีโอกาสติดตามในคณะของหลวงพ่อที่ไปต่างประเทศเพื่อสอนพระกรรมฐาน
หลวงพ่อได้เมตตาให้ข้าพเจ้าติดตาม
ไปด้วย ๘ ครั้ง มีสหรัฐ ๔ ครั้ง ยุโรป ๒ ครั้ง(ยุโรปคราวแรกควบอเมริกาด้วย
จึงถือเป็นการเดินทางรอบโลก ๑ ครั้ง) นิวซีแลนด์ ๒
ครั้งและสิงคโปร์ ๑ ครั้ง แต่การไปสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๕๓๐
เป็นปีที่หนักที่สุดของหลวงพ่อเมื่อเข้าถึงชิคาโก ๒ วันก็ป่วยหนัก
จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดกลับมา ขากลับประเทศไทย ขณะที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ชั้น
๑ กับหลวงพ่อตามลำพัง หลวงพ่อมีอาการทางท้อง
หนักมาก และบ้วนเสมหะใส่กระโดนเรื่อยๆ (กระโถนเอาไปจากเมืองไทย)
และหลวงพ่อเอามือทั้งสองประคองกระโถนไว้บนตัก
สั่งข้าพเจ้าไว้ว่า ถ้าหลับไปแล้ว เมื่อได้เวลาฉันอาหารให้ปลุกด้วย
ข้าพเจ้าก็รับคำ ครั้นพอได้เวลาจึงเรียกหลวงพ่อ "หลวงพ่อครับๆ"
หลวงพ่อก็เฉย จึงคิดว่าให้หลวงพ่อพักต่อไปอีกดีกว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่เอาอาหารอุ่นเก็บไว้ก่อน
และเตรียมนมสดไว้ข้างๆหลวงพ่อ
พอดีเห็นกระโถนที่หลวงพ่อประคองไว้ที่ตัก ก็ตั้งใจจะเอาออกจากมือหลวงพ่อ
จึงค่อยๆแกะมือข้างหนึ่งของหลวงพ่อออกจากกระ
โถน ข้าพเจ้าก็ต้องสะดุ้ง เพราะมือหลวงพ่อแข็งไปหมด และเมื่อเอากระโถนออกมาแล้ว
นิ้วมือจากมืออีกข้างหนึ่งก็งออยู่ในท่าประ
คองกระโถน และอยู่ในลักษณะนั้นจนหลวงพ่อรู้สึกตัว พอลืมตาขึ้นมาก็ดื่มนม
แล้วหลับตาอีก แต่แล้วก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ข้าพ
เจ้าจึงรีบกราบเรียนถามว่า จะฉันอาหารเลยไหม หลวงพ่อบอก "ได้"
จึงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารมาถวาย ปรากฏว่าหลวงพ่อฉันประ
มาณ ๔ - ๕ คำก็บอกว่าอิ่ม และหลับตาต่อไป ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ถามอะไร
ครั้นมาปี พ.ศ. ๒๕๓๒
หลวงพ่อเดินทางไปอเมริกาอีกไปเพื่อสอนพระกรรมฐาน เมื่ออยู่บนเครื่องบิน
หลวงพ่อก็สั่งว่าถ้าได้เวลา
ฉันอาหารให้ปลุกด้วย ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ผมไม่กล้าครับ
เพราะปีก่อนหลวงพ่อสั่งไว้อย่างนี้ พอเรียกแล้วหลวงพ่อก็เฉยๆ
พอเอา
มือจับกระโถนออกมือหลวงพ่อแข็งไปหมด" หลวงพ่อฟังแล้วก็หัวเราะพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า
"ไอ้ขี้หมา ตอนนั้นข้าป่วยก็เข้า
ฌาน ๔ ออกไปนอกตัว ไม่อยู่แล้ว จะไปรู้สึกอะไร"
จึงพูดไปว่า "เพราะอย่างนี้ ผมจึงไม่กล้า กลัวจะเป็นโทษ"
หลวงพ่อบอก
ว่าอนุญาตแล้วไม่เป็นไร
ปกติเวลาหลวงพ่อนั่งหลับ
หรือนั่งเฉยๆ หลับตา หรือลืมตาอยู่บนเครื่องบิน พอตื่นขึ้นมาจะเล่าว่าคุยกับพระมา
และเคยพูดให้ฟัง
บ่อยๆ เวลาจะเข้าที่พักส่วนตัวเพื่อจำวัด เคยพูดว่า "ข้าต้องล็อคประตู
เดี๋ยวใครเข้าไปเห็นนึกว่าข้าตายไปแล้ว" ครั้นเหตุการณ์
นี้มาพบกับตัวเองจริงๆ นึกขึ้นมาเมื่อไรก็จำได้ว่าเคยประสบมากับตนเองแล้ว
เวลา ๙ พรรษาที่เข้ามาบวชอยู่ภายใต้ร่มโพธิ์ของหลวงพ่อ
นับว่าเป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต เหตุการณ์ที่ประสบมาในแต่ละพรรษา
ล้วนแต่เป็นกาลเวลาที่พบกับบทเรียนที่ควรจดจำ ชีวิตแห่งการอุปสมบท
เพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ เป็นเรื่องละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่
ของง่ายเลย หลวงพ่อสอนย้ำเสมอว่า
"การทำความดีทุกอย่างในชาตินี้
จงอย่าหวังสิ่งตอบแทนใดๆ จงคิดว่าเราทำเพื่อพระนิพพานเพียงอย่างเดียว
คิด
อย่างนี้แล้วใจจะเป็นสุข"
หลวงพ่อมีปฏิปทาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม
มีความจริงใจที่จะช่วยเหลือบรรดาพุทธบริษัทให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่อของ
อบายภูมิให้มากที่สุด โดยการส่งเสริมให้พุทธบริษัท รู้จักทำทาน
รักษาศีล เจริญภาวนา และได้เมตตานำความรู้แห่งองค์สมเด็จ
พระบรมศาสดาพิชิตมารมาเผยแพร่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้หลวงพ่อพร้อมเสมอที่จะให้ความกระจ่างทางธรรมแก่ผู้ที่มีความ
ข้องใจได้ทุกแง่ทุกมุมอย่างบริบูรณ์ เปรียบเสมือนบ่อน้ำซึม
อันผู้เดินทางไกลมา มีความเหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำ สามารถตักน้ำ
ดื่มให้ชื่นฉ่ำใจได้มากน้อยตามแต่ความต้องการ โดยไม่ต้องกลัวว่าน้ำนั้นจะมีวันหมดไปฉันใด
อันความรู้และธรรมะที่มุ่งสู่การ
ปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ที่หลวงพ่อจะพึงมีและพร้อมที่จะยื่นให้แก่บรรดาพุทธบริษัท
ผู้มีความศรัทธาปรารถนาจะรับเอาไปประ
พฤติและปฏิบัติก็ไม่มีวันหมดภูมิไปฉันนั้น
นับได้ว่าหลวงพ่อได้เป็นผู้ริเริ่มจุดดวงประทีปที่ส่องทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้าเพื่อเดินออกจากที่มืดมาพบกับแสงสว่างแห่งธรรม
อัน
เป็นแสงธรรมที่จะช่วยให้ข้าพเจ้าเดินออกจากการเวียนอยู่ในวัฏฏะทุกข์
นั่นคือแสงสว่างแห่งพระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายที่ข้าพ
เจ้าต้องการ ฉะนั้นการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบกับหลวงพ่อในชาตินี้
และได้รับฟังคำสอนโดยตรงในขณะที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ถือ
ว่าเป็นมงคลใหญ่ และนับว่าป็นลาภอันประเสริฐสุดของข้าพเจ้า
จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก
เล่ม ๑
พิมพ์โดย : webmaster