
พระชัยวัฒน์
อชิโต - กตัญญูกตเวทิตานุสรณ์ 
พระชัยวัฒน์ อชิโต - กตัญญูกตเวทิตานุสรณ์
นับตั้งแต่ "หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน"
ได้พิมพ์ออกมาเผยแพร่ ทำให้หลายคนที่เป็นพุทธศาสนิกชนได้เข้าใจในพระพุทธ
ศาสนายิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง นรก สวรรค์ พรหม และนิพพานเป็นต้น
ที่คนบางคนมีความสงสัยว่ามีจริงหรือไม่?
ผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่งในจำนวนนั้น
คิดว่าเกิดมาจากไหน จำอะไรไม่ได้ ตายไปแล้วคงจำไม่ได้เช่นกัน
ก็เลยปฏิเสธเรื่องชาติ
หน้าไปเลย และด้วย "ความโง่" (รู้สึกจะฉลาดมากในเรื่องความโง่)
สมัยที่เป็นฆราวาสเคยไปถามเขาว่า
"บุญ - บาปคืออะไร?"คนตอบเขาบอกว่า
"บุญ คือ ปากจู๋!" (แล้วเขาก็ทำปากจู๋ๆ
ให้ดู)
"บาป คือปากกว้าง" (เพราะต้องทำปากกว้าง)
ก็ยังอุตส่าห์เชื่อไปตามที่เขาแกล้งล้อเล่นซะอีก
เมื่อความเชื่อไม่มี
ความดียังไม่ปรากฏ ฉะนั้นเรื่องบุญกุศลผู้เขียนจึงไม่ค่อยสนใจ
ห่วงแต่เรื่องเที่ยวเตร่ ทำอะไรตามใจตัวเอง
หากมีซองกฐิน ผ้าป่ามาเมื่อใด ผู้เขียนเห็นแล้วมักจะสะดุ้งหวาดกลัวมาก
บางทีต้องแสดงปาฏิหาริย์อยู่เสมอ(คือหายตัวเข้าไปอยู่
ในห้องส้วมทันที)
เหตุที่จะได้พบกับหลวงพ่อ
การที่จะเข้ามานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังของผู้เขียนนั้น
มิใช่เข้ามาเพราะเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็น
เพราะ "ความทุกข์" ชักนำมา ฉากแรกเริ่มเมื่อปี ๒๕๑๖
เวลานั้นยังไม่ได้บวช ผู้เขียนได้รับอุบัติเหตุถูกกระแทกที่หน้าอก
ต้อง
หาหมอจีนกินยาแก้ช้ำใน(ไม่ได้ช้ำในเพราะ "อกหัก"
นะ)
ในตอนนั้นมีคนแนะนำให้ไปหา
"หลวงปู่ทวด" ซึ่งท่านมาประทับทรงที่วงเวียนใหญ่
ผู้เขียนก็ไม่ศรัทธาเท่าใด เขาบอกจึงลองมา
ดู ปรากฏว่าเวลาทรงแล้วคนทรงพูดสำเนียงปักษ์ใต้ได้ชัดเจน ทั้งๆ
ที่ร่างทรงเป็นชากรุงเทพฯ โดยกำเนิด ตามปกติคนภาคกลาง
จะพูดสำเนียงใต้นั้นยากมาก ประจวบกับผู้เขียนเป็นคนใต้ จึงไม่ยากที่จะจับสำเนียงคนพูดได้ว่า
จะเป็นคนใต้แท้จริงหรือไม่
ครั้งแรกผู้เขียนทดสอบโดยไม่บอกว่าเจ็บตรงไหน
เพื่อลองดูว่าจะรู้จริงหรือไม่ ปรากฏว่าท่านยื่นมือมาสัมผัสตรงจุดนั้นพอดี
หลัง
จากนั้นจึงได้ทราบว่าท่านมารักษาลูกสาวของร่างทรง ซึ่งเท้าทั้งสองข้างพิการมาแต่กำเนิด
ท่านรักษาให้หายโดยไม่ต้องใช้ยา
นอกจากน้ำตาเทียนเท่านั้น ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยเห็นคนที่กินยาตายแล้วไม่ตาย
ต้องผูกคอตายซ้ำอีกก็ยังไม่ตาย มาให้ท่านรักษา
ก็สามารถรอดชีวิตได้ อย่างนี้ไม่ทำให้ผู้เขียนแปลกใจได้อย่างไร
ต่อมาความสงสัยได้มีมากขึ้น
ในบางครั้งไม่พบท่าน เขาบอกว่า "ท่านติดประชุมบนสวรรค์"
ผู้เขียนยังคิดหัวร่อในใจว่า ทำยัง
กะประชุมในสภา ตลกดี! มีวันหนึ่งได้พบท่าน ถามว่า "การไปสวรรค์
จะต้องทำอย่างไร?" ท่านบอกว่า "ต้องรักษาศีล
๕ อย่าง
เจ้าไปแค่สวรรค์ชั้นต่ำๆ ก็พอนะ"
เมื่อผู้เขียนได้ยินคำตอบคล้ายๆ
กับสบประมาท เพราะท่านคงรู้ว่าเป็นคำถามที่ไม่ค่อยจะเลื่อมใส
ความอวดดีก็เกิดกรุ่นๆ ขึ้นมา
ตามประสาคนเลว จึงเกิดมีความมานะพยายามขึ้น ต่อมาร่างทรงได้พาไปรักษาศีลและเจริญภาวนาที่วัดเกตุมฯ
พอมาหัดรักษา
ศีลเข้าก็ชอบใจ รู้สึกคุณของพระคุณเจ้าหาประมาทมิได้ ที่ท่านได้นำศีลธรรมมาสั่งสอนชาวโลก
ถ้าทุกคนปฏิบัติตามแล้วจะมีประ
โยชน์สุขอย่างมหาศาล ทำให้เข้าใจในเรื่อง บุญ - บาป ว่าคือ
ความดี - ความชั่ว ไม่ใช่ "ปากจู๋ หรือ ปากกว้าง"
อย่างที่เขาว่า
ต่อมาพยายามหัดนั่งสมาธิพิจารณาดูตัวเอง
คิดถึงการกระทำที่ผ่านมา เรานึกว่าเป็นของดี แต่ความจริงเป็นความเลวทั้งนั้น
พอรู้
สึกตัวว่าไม่ดีก็นึกละอายใจ ตั้งใจจะกระทะความดีต่อไป หวลคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาก็หาความสุขไม่ได้
ร่างกายมีแต่การเจ็บป่วยอยู่
เสมอ การเที่ยวเตรีหาความสุขจริงไม่ได้ จึงรู้สึกไม่อยากจะเกิดมาอีก
แดนไหนที่พ้นทุกข์ อยากจะไปแดนนั้น (ในตอนนั้นยังไม่รู้
จักคำว่า "นิพพาน") จึงได้ตั้งใจอธิษฐานว่า
"ขอให้ข้าพเจ้าได้พบพระอรหันต์ในชาตินี้บ้าง"
หลังจากนั้นผู้เขียนได้ค้นคว้าหาหนังสือเกี่ยวกับการระลึกชาติ
การตายแล้วฟื้น เป็นต้นมาอ่านเพื่อความเข้าใจ พอดีมีเพื่อนที่ทำ
งานนำหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน"
มาให้อ่าน อ่านแล้วมีความชอบใจมาก รู้สึกท่านเขียนมีเหตุผลมาก
ตอนนั้นยังไม่ทราบ
ว่าหลวงพ่อยู่ที่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
วันหนึ่งได้ไปเรียนถาม
"หลวงปู่ทวด" โดยไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง ถามท่านว่า
"พระองค์นี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
ท่านตอบว่า "เอ๊ะ! พระองค์นี้สำเร็จแล้วนี่"
คำตอบเพียงสั้นๆ แค่นี้ เป็นชนวนจุดความสนใจในพระพุทธศาสนาให้ทวีขึ้นโดยเฉพาะ
"หนังสือประวัติปลวงพ่อปาน" เป็นหนังสือ
เล่มแรกที่สร้างความศรัทธาให้แก่ผู้เขียน ประทับใจในคุณพระพุทธศาสนาที่หลวงพ่อได้นำมาเล่าให้ฟัง
เช่นเรื่องการธุดงค์ การ
ตายแล้วฟื้น เป็นต้น อันเป็นประสบการณ์ของท่านตามความเป็นจริง
ทำให้มีความเชื่อถืออย่างสนิทใจว่า ภพภูมิเหล่านั้นมีจริง!
นามปากกาของท่าน "ฤๅษีลิงดำ" จึงเป็นอาจารย์ของผู้เขียนไป
โดยที่ยังไม่ได้พบเห็นท่านเลย
ประมาณปี ๒๕๑๖ ผู้เขียนจึงได้เขียนจดหมายไปหาท่านที่
"วัดบางนมโค จ.อยุธยา" ท่านเจ้าอาวาสได้กรุณาตอบกลับมาว่า
หลวง
พ่ออยู่ที่ "วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี" ผู้เขียนต้องเขียนจดหมายแบบสำนวนเดิมอีกไปนมัสการท่าน
เพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติธรรม
และท่านได้เมตตาให้โอวาทตอบมาทางจดหมาย ดังที่จะนำข้อความที่ท่านสอนมาดังนี้
......................................................................................................
วัดจันทาราม(ท่าซุง)
.................................................................................
๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๖
คุณชัยวัฒน์ นาคสวัสดิ์
.......... ฉันจับใจในเจตนาของคุณที่เป็นกุศล
คุณตั้งใจดีมาก การเข้านิพพานไม่มีอะไรยาก เพียงแต่ชนะใจตัวเองเท่านั้น
คือ
๑. ไม่ทำหรือคิดว่า จะทำความชั่วทุกอย่าง
(ตามแบบศีล ๕)
๒. สร้างความดี ที่ทำให้เกิดความสุขแก่ตน
และคนอื่นทุกอย่าง
๓. ชำระใจ ให้เข้าใจเหตุผล เคารพตามความเป็นจริง
ไม่มีอารมณ์ฝืนกฏธรรมดาเห็นโลกเป็นทุกข์ตามความป็นจริง
รู้เหตุที่จะ
ทำให้เกิดทุกข์ คือ ความอยากไม่รู้จบ ไม่สนใจกับความเคลื่อนไปของสิ่งที่มีชีวิต
หรือไม่มีชีวิต เห็นความตายเป็นกีฬาของชีวิต
ไม่ต้องการความเกิด
......... รู้ตัวเสมอว่า
ทรัพย์สินที่หามาได้นั้น เราไม่มีโอกาสปกครองได้ตลอดกาล
เมื่อถึงเวลาแล้วต้องพลัดพรากจากมันเป็นปกติ
เมื่อมันจากเรา หรือเราจากมัน ไม่มีอารมณ์เป็นห่วงหรือหนักใจ
เห็นความตายเป็นกัฬาสำหรับเด็ก เท่านี้จะทำให้ใจสบาย
........
เรื่องสวรรค์ หรือ พรหม ถือว่าต่ำเกินไป ไปนิพพานเลยดีกว่า
นิพพานมีแต่สุข หาทุกข์ไม่ได้
.....................................................................................................
พระมหาวีระ ถาวโร
|
ต่อมาประมาณต้นปี ๒๕๑๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสพอท่านเป็นครั้งแรกที่บ้านท่านเจ้ากรมเสริม
ได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของ
บ้านทุกท่านเป็นอย่างดี ในเวลานั้นผู้เขียนรู้สึกชอบใจในคำ
"อธิษฐาน" ของท่าน คือคำว่า "ขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาติ
ปัจจุบันนี้เทอญ"
หลวงพ่อท่านนอกจากจะมีความรู้ในด้านธรรมปฏิบัติแล้ว
ท่านยังมีความรู้ในด้านต่างๆ อีกมาก ท่านเป็นคนทันสมัยทันกับเหตุ
การณ์ของโลก มีความเข้าใจทั้งเรื่องการบ้านการเมืองและการวัด
ทั้งด้านการปกครองก็ได้รับความรู้จากท่านมาก แม้แต่สิ่งลี้
ลับมหัศจรรย์ที่ทางวิทยาศาสตร์เขายังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัด เช่นเรื่องทรัพยากรใต้ดิน
และดวงดาวต่างๆ หลวงพ่อท่านก็สามารถ
นำมาบอกเล่าให้พวกเราได้รับทราบ ทำให้พวกเรารู้สึกภูมิใจที่ได้พบครูบาอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้
ฉะนั้นความเคารพนับถือในพระคุณของท่าน
จึงมีมากล้นสุดที่จะพรรณนา ท่านจึงเป็นเสมือนทั้ง "พ่อ"
และ "อาจารย์" ของพวก
เราทุกคนพวกเรามีความเลื่อมใสท่านมิใช่เพราะ "ชื่อเสียง"
มิใช่เพราะ "ความศักดิสิทธิ์"
ของท่าน แต่ทุกคนมีความศรัทธา
ในคำสอนของ "พระพุทธเจ้า" ที่ท่านนำมาแนะนำให้เราปฏิบัติตาม
เม่อพวกเรานำมาปฏิบัติแล้วได้ผลดีจึงจะเชื่อท่าน จึงจะเห็น
ได้ว่าท่านนำความรู้นี้มาเปิดเผย (เช่น มโนมยิทธิ เป็นต้น)
โดยไม่เกรงกลัวกับคำติฉินนินทา เพื่อประกาศพระศาสนาให้คนได้เข้า
ถึง "ความจริง" ว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่
เรื่องคำสอนของท่าน แม้แต่ตัวท่านเอง
ท่านก็ปฏิบัติตนเองเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ทุกคน ไม่ใช่สักแต่ว่าสอนคนอื่นแล้วตัว
เองไม่ปฏิบัติตาม หลวงพ่อท่านจึงมีความเสียสละมาก โดยเฉพาะต้องเป็นเรื่องของธรรมะ
ท่านจะไม่ห่วงตัวเองเลย ถ้าใครมี
ความสนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรม ท่านจะมีความเมตตาสงเคราะห์อยู่เสมอ
แม้จะมีทุกขเวทนาเพียงใด ท่านจะไม่ปริปากบ่น
ท่านจะยอมทนเพื่อลูกหลานที่เคยติดตามกันมานานแสนนาน
ฉะนั้น ถ้าพวกเราที่มีความรักและเคารพหลวงพ่อ
คิดตะตอบสนองพระคุณของท่าน ก็ครจะแสดงความรักความเมตตาให้อภัยต่อ
กัน ที่เคยโกรธเกลียดกัน ก็ควรยอมลดลาวาศอกหันหน้ามาพูดจาปรับความเข้าใจกันได้แล้ว
อีกประการหนึ่ง คือการที่จะเข้าพบ
ท่าน ขอให้พบตามเวลาที่เจ้าหน้าที่อนุญาต เท่านี้ก็ได้ชื่อว่าตอบแทนพระคุณของท่านไป
เพื่อให้ท่านได้มีกำลังกายกำลังใจพอที่
จะดำรงชีวิตอยู่ เพ่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกเราต่อไป (คนที่ทำได้
ผู้เขียนขอ "โมทนา" ด้วยนะ)
คราวนี้มาพูดกันถึงเรื่องคนที่มาหาท่าน
ถ้าจะมาธุระเรื่องที่นอกเหนือจาก "ทาน ศีล ภาวนา"
ท่านจะไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก จึงมัก
จะมีข่าวไม่สู้ดีอยู่เสมอ แต่ท่านก็ไม่สนใจ ท่านมักจะย้ำสอนพวกเราอยู่เสมอในเรื่อง
"โลกธรรม" และให้พวกเรารักษา "ความสา
มัคคี" กันไว้เหราะเหตุนั้นหนังสือเล่มนี้จึงสำเร็จออกมาได้
ถึงแม้กระดาษจะมิใช่มาจากแผ่นเดียวกัน แต่น้ำหมึกที่หลั่งไหลออก
มาจากปากกาของพวกเราทุกคน ต่างก็แสดงออกมาจากจิตใจที่เป็นสีเดียวกัน
หลวงพ่อจึงมีพระคุณต่อพวกเราอย่างเหลือล้น
ตามที่ได้ตั้งคำนำไว้แล้วว่า
"กตัญญูกตเวทิตานุสรณ์" หมายความว่า"แสดงการรู้อุปการคุณต่อท่านผู้มีพระคุณไว้เป็นที่
ระลึก" ด้วยการบรรยายความในใจออกมาเป็นตัวอักษณ
เพราะว่าพวกเราต่อไปต้องเป็นหลักให้แก่ผู้อื่น ข้อปฏิบัติจะเป็นบุคคล
ตัวอย่าง จะต้องทำอย่างไรบ้าง ผู้เขียนจึงขอนำข้อความ "บทพิสูจน์นักบุญ"
ของ "ท่านฤๅษีโพธิวัตร" ที่หาอ่านได้ยากสำหรับ
พวกเราในสมัยนี้มาให้อ่านกัน
พวกเราคงได้ทราบมาแล้วว่า
หลวงพ่อท่านมีเพื่อนที่เคยบวชพร้อมกันซึ่งอยู่ในป่าอีก ๒ องค์
คือ ท่านฤๅษีโพธิวัตร และท่าน
ฤๅษีพนมไพร เป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่งที่ผู้เขียนบังเอิญได้พบหนังสือเก่าๆ
เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่หลวงพ่อได้พิมพ์แจกในงาน
ทอดกฐิน ณ วัดสะพาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ จึงขอคัดลอกข้อความทั้งหมดมาให้อ่านดังนี้
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทพิสูจน์นักบุญ
ของ
ท่านฤๅษีโพธิวัตร กลางดงดิบ จังหวัดกาญจนบุรี
๑.
เมื่อพบกันในระยะแรกจงย่อตัวลง (คือถ่อมปฏิปทาที่ทรงอยู่นั้น)
พยายามยกย่องสรรเสริญท่านด้วยคำสัมโมทนียคาถา คือชม
เชยในปฏิปทาของท่าน แล้วคอยสังเกตดูว่าท่านผู้นั้นจะพอใจในคำสรรเสริญเยินยอนั้นหรือไม่
ถ้าเห็นว่าท่านผู้นั้นพอใจในคำ
สรรเสริญเยินยอนั้นจนออกนอกหน้า ควรวงเล็บไว้พลางก่อนว่า หมอนี่...
ถ้าจะดีไม่แท้ เพราะยังติดในสรรเสริญที่เป็นโลกธรรม
เป็นมนุษย์บ้ายอคบยาก
๒.
เพื่อความแน่ใจในปฏิปทาที่แท้จริง ในบางโอกาสควรหาทางตักเตือนโดยธรรม
ควรตักเตือนบ่อยๆ เพื่อให้มองเห็นโทสะของ
ตนเอง ควรใช้ลีลาในการตักเตือนทั้งแบบขู่และปลอบ ถ้าเป็นคนดีมีใจเป็นนักบุญจริง
จะยอมรับคำตักเตือนทุกระยะ แต่ถ้าเป็น
นักบุญจอมปลอมแล้วไม่ช้าก็จะแสดงความไม่พอใจให้ปรากฏ เท่านี้ก็พอจะเห็นเขี้ยวชาติภูมิได้บ้างเฉพาะบางราย
๓.
ถ้าแบบตักเตือนเค้นเอาความจริงไม่ได้ ต่อไปควรขยายปฏิปทาตามความสามารถที่มีอยู่ขึ้นเอาเพียงชั้นที่เห็นว่าพอจะไล่เลี่ย
กันออกมาใช้ จงสังเกตความพอใจและปฏิกิริยาที่แสดงออกของเขา
หากเขาดีจริงก็ไม่ปรากฏปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น ถ้าความเลว
สิงใจ แต่เก็บซ่อนไว้ด้วยกลมายาแล้ว เขาจะเริ่มการมึนชา หรือมีการซึมเซาให้ปรากฏ
ควรสังเกตไว้
๔. เมื่อเห็นว่าดีอยู่หรือซึมเซาไปก็ตาม
เพื่อเค้นเอาความแน่ชัดให้แจ่มแจ้ง ควรขยับขยายปฏิปทาที่เหนือกว่าออกมาใช้ให้เห็นชัด
หากท่านผู้นั้น แสดงความยินดีด้วยความจริงใจ
พลอยโมทนาและสนับสนุนด้วยใจจริงและสม่ำเสมอแล้ว ก็ควรจะวันทนาการได้
ด้วยความเคารพ เพราะแม้ว่าจะมีอายุกาลผ่านวัยน้อยกว่า หรือมีคุณธรรมบางประการย่อนกว่าก็ตาม
แต่ท่านผู้นั้นก็มี "พรหม
วิหาร" ควรแก่การบูชา
หากท่านผู้นั้นเป็นนักบุญจอมปลอม
เมื่อโดนไม้หลังเข้าอย่างนั้น เท่าที่เคยพิสูจน์มา ไม่ช้าเขี้ยวก็งอกออกนอกปาก
สำรากถ้อยคำ
ที่ไม่เป็นธรรมออกมาให้ปรากฏ กล่าววาจาเสียดสีถากถางด้วยถ้อยคำที่เป็นดิรัจฉานคาถา
กระทบกระแทกแดกดัน เปรียบเปรย
นานาประการ บางโอกาสเป็นศิษย์เคยเรียนอรรถธรรม เคยได้รับความช่วยเหลือมา
ก็ลืมความดีของเราผู้มีคุณเสียสิ้นแสดงความ
อกตัญญูให้ปรากฏ เป็นการขยายความเลวทรามออกให้ปรากฏชัด
ตามแนวที่นำมาเล่าไว้นี้
เคยใช้พิสูจน์นักพรตผู้วิเศษมาหลายสิบรายแล้ว ที่ท่านดีจริงแล้วเอาอะไรท่านไม่ได้เลย
แต่ที่เป็นพวก
จอมปลอมแล้วไม่เกิน ๒ พ.ศ. เขี้ยวก็จะงอกออกนอกปาก "แสดงความเป็นอบายบุคคล"
ให้ปรากฏชัด
ฤๅษีโพธิวัตร
-----------------------------------------------------------------------------------------
"กตัญญูกตเวทิตานุสรณ์" ขอจบเป็นบทสุดท้ายว่า
ลูก
- ดีควรรักษาชีวาพ่อ
ไม่ - ควรก่อเรื่องร้ายไว้ภายหลัง
ควร - ทำตามคำท่านสอน วอนระวัง
เลว - ทุกครั้งให้แก้ไขที่ "ใจ"
ตน
จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก
เล่ม ๑
พิมพ์โดย : webmaster